Reliance รับเหล็ก อะลูมิเนียม และโลหะอื่นจากโรงงานต้นน้ำ ตัดและแปรรูปตามสั่ง แล้วส่งให้ลูกค้าอุตสาหกรรมและการก่อสร้างจากศูนย์บริการราว 310 แห่งใน 41 รัฐและ 10 ประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทขายได้ปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาขายเฉลี่ยต่อตันขึ้น 7.8% จากไตรมาสก่อนหน้า กำไรต่อหุ้นเจือจางอยู่ที่ $6.29 เทียบกับ $4.42 ปีก่อน ส่วนที่ควรแยกออกจากการดำเนินงานปกติคือสัญญาโครงการกำแพงกั้นชายแดนที่บริษัทได้รับจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งช่วยกำไรไตรมาส 2 ไปราว $0.41 ต่อหุ้น
บริษัทระบุว่าโครงการกำแพงกั้นชายแดนช่วยกำไรต่อหุ้นไตรมาส 2 ราว $0.41 ซึ่งสูงกว่าที่ฝ่ายบริหารคาดไว้ที่ $0.15–0.20 และคาดว่าจะช่วยกำไรไตรมาส 3 ราว $0.60 ตัวเลขนี้เป็นงานเฉพาะโครงการ จึงไม่ควรนำไปคูณเป็นกำไรรายปีโดยตรง (8-K Exhibit 99.1)
ปริมาณขายไตรมาส 2 โตขึ้น 7.0% จากไตรมาสก่อนและเป็นสถิติใหม่ ส่วนปริมาณขายเทียบปีก่อนโต 10.8% ขณะที่อุตสาหกรรมโตราว 5.5% ตามที่ MSCI รายงาน ทั้งหมดนี้ทำให้ยอดขายไตรมาส 2 เพิ่มเป็น $4,630M จาก $3,660M ในปีก่อน (8-K Exhibit 99.1)
ราคาเป้าหมายข้างต้นไม่ใช่เป้าหมายของบริษัทหรือของนักวิเคราะห์รายใด เป็นผลจากการคูณกำไรต่อหุ้นสมมติด้วย P/E สมมติ กำไรต่อหุ้น 9 เดือนแรกของปี 2026 อ้างจาก 1H2026 $11.38 บวกช่วงแนะนำไตรมาส 3 (กลางช่วง $17.88) ส่วนกำไรไตรมาส 4 และ P/E เป็นสมมติฐานของรายงานนี้ ราคาอ้างอิงคำนวณจาก Market Cap หาร 51.05 ล้านหุ้น
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อเต็ม | Reliance, Inc. |
| Ticker / ตลาด | RS · New York Stock Exchange |
| ภาคธุรกิจ (ตามที่ให้มา) | Non-Energy Minerals · อุตสาหกรรม Steel |
| ปีงบการเงิน | สิ้นสุด 31 ธันวาคม |
| พนักงาน | 15,700 คนทั่วโลก (ประมาณ 14,100 คนในสหรัฐฯ) ณ สิ้นปี 2025 (10-K) |
| ศูนย์บริการ | ราว 310 แห่งใน 41 รัฐและ 10 ประเทศนอกสหรัฐฯ (8-K) |
| ประวัติ | มากกว่า 85 ปี · สินค้ากว่า 100,000 รายการ · ลูกค้ากว่า 125,000 ราย (8-K) |
| ส่วนงานรายงาน | ส่วนงานเดียว คือ metals service centers (10-K) |
ราคาอ้างอิงและ P/E คำนวณเอง เพราะข้อมูลที่ได้รับมีเพียง Market Cap ไม่มีราคาปิดและวันที่ ผู้อ่านควรแทนที่ด้วยราคาปิดล่าสุดก่อนใช้ตัวเลขเหล่านี้ตัดสินใจ
Reliance ซื้อโลหะจากโรงงานผลิต เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม สเตนเลส และทองแดง แล้วตัดหรือแปรรูปตามคำสั่งของลูกค้า จากนั้นส่งให้โรงงานและผู้รับเหมาที่ต้องการวัสดุในขนาดที่พร้อมใช้ รายได้จึงขึ้นกับทั้งปริมาณตันที่ขายและราคาขายต่อตัน ซึ่งผูกกับราคาโลหะในตลาด
ต่างจากผู้ผลิตเหล็กที่ลงทุนในเตาหลอมและโรงรีดเอง โมเดลนี้ไม่ต้องลงทุนในการผลิตต้นน้ำ แต่ต้องถือสต๊อกโลหะไว้จำนวนมาก บริษัทใช้วิธี LIFO ในการคิดต้นทุนสต๊อก ผลคือเมื่อราคาโลหะขึ้น ต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุนจะสะท้อนราคาใหม่ช้ากว่าราคาขาย ทำให้กำไรแยกเป็นสองส่วนที่ผู้อ่านควรดูแยกกัน ได้แก่กำไรจากการขายตามปกติและผลกระทบจากการปรับราคาสต๊อก
| ประเภทสินค้า | ยอดขาย 1H2025 ($M) | ยอดขาย 1H2026 ($M) | สัดส่วน 1H2026 | เปลี่ยนแปลงราคาต่อตัน FY2025 |
|---|---|---|---|---|
| เหล็กกล้าคาร์บอน | 3,948.4 | 4,839.5 | 55.9% | (2.2)% |
| อะลูมิเนียม | 1,225.5 | 1,592.5 | 18.4% | +5.6% |
| สเตนเลส | 992.4 | 1,134.2 | 13.1% | (8.0)% |
| อัลลอย | 325.9 | 366.8 | 4.2% | +3.3% |
| งานแปรรูป (Toll processing) | 324.5 | 355.4 | 4.1% | ไม่ระบุ |
| ทองแดงและทองเหลือง | 180.6 | 225.6 | 2.6% | +17.0% |
| อื่น ๆ และรายการตัดบัญชี | 147.2 | 142.0 | 1.6% | ไม่ระบุ |
| รวม | 7,144.5 | 8,656.0 | 100.0% |
ยอดขายตามประเภทสินค้าจาก 10-Q งวด 6 เดือน และการเปลี่ยนแปลงราคาต่อตันปี 2025 จาก 10-K ที่มา: 10-Q 2Q2026 · 10-K FY2025
บริษัทได้รับมอบหมายจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ในปี 2026 บริษัทไม่ได้เปิดเผยมูลค่าสัญญาหรือระยะเวลา แต่ระบุผลต่อผลประกอบการไว้ชัดเจน ไตรมาส 2 โครงการนี้ช่วยให้ปริมาณขายโต 5.1% จากไตรมาสก่อน และลด margin ขั้นต้นแบบ FIFO ลง 40 bps ขณะที่ทำให้ margin ก่อนภาษีดีขึ้นราว 30 bps เพราะต้นทุนดำเนินงานต่อตันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (8-K) นักลงทุนควรแยกโครงการนี้ออกจากการเติบโตของธุรกิจหลัก เพราะเมื่อโครงการจบ ปริมาณจะลดลงทันที
เครือข่ายขนาดใหญ่ทำให้ลูกค้าสั่งวัสดุแบบเล็กและเร่งด่วนได้ ซึ่งผู้ผลิตที่ขายจากโรงงานโดยตรงทำได้ยาก บริษัทระบุว่าเป็นผู้ให้บริการที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม (8-K)
ยอดขายปี 2025 โตเพียง 3.3% แต่กำไรสุทธิลดลงจากปี 2023 เกือบครึ่ง เพราะราคาเหล็กที่ลดลงในปี 2024 และ 2025 กดดัน margin ขั้นต้นจาก 30.7% ลงมาเหลือ 28.7% ในครึ่งปีแรกของปี 2026 ยอดขายโต 21.2% และกำไรสุทธิโต 35.6% ทำให้ margin กลับขึ้นมาเกือบเท่าระดับปี 2024 แต่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนปี 2024 ชัดเจน
| รายการ | FY2023 | FY2024 | FY2025 | 1H2025 | 1H2026 | TTM |
|---|---|---|---|---|---|---|
| ยอดขายสุทธิ | 14,805.9 | 13,835.0 | 14,294.3 | 7,144.5 | 8,656.0 | 15,805.8 |
| กำไรขั้นต้น (Gross profit) | 4,547.3 | 4,106.6 | 4,107.5 | 2,121.2 | 2,472.4 | 4,458.7 |
| Gross margin | 30.7% | 29.7% | 28.7% | 29.7% | 28.6% | 28.2% |
| กำไรจากการดำเนินงาน | 1,739.5 | 1,160.0 | 1,012.7 | 586.6 | 809.5 | 1,235.6 |
| Operating margin | 11.7% | 8.4% | 7.1% | 8.2% | 9.4% | 7.8% |
| EBITDA (กำไรดำเนินงาน + ค่าเสื่อม) | 1,984.9 | 1,428.7 | 1,290.9 | 725.0 | 948.2 | 1,514.1 |
| ดอกเบี้ยจ่าย | (40.1) | (40.3) | (55.7) | (25.8) | (33.6) | (63.5) |
| กำไรก่อนภาษี | 1,740.7 | 1,139.9 | 969.2 | 566.7 | 779.3 | 1,181.8 |
| กำไรสุทธิของ Reliance | 1,335.9 | 875.2 | 739.4 | 433.4 | 587.8 | 893.8 |
| Net margin | 9.0% | 6.3% | 5.2% | 6.1% | 6.8% | 5.7% |
| กำไรต่อหุ้นเจือจาง ($) | 22.64 | 15.56 | 13.98 | 8.15 | 11.38 | 17.21 |
EBITDA ในตารางนี้คำนวณเองเป็นกำไรจากการดำเนินงานบวกค่าเสื่อมและการตัดจำหน่าย ไม่รวม Impairment ปี 2025 $9.9M และ 2024 $11.7M บริษัทไม่ได้รายงาน EBITDA เป็นตัวเลขหลักในงบ กำไรต่อหุ้น TTM รวมจากตัวเลขสามงวดตามวิธีที่ระบุ จึงอาจต่างจากตัวเลขที่ตลาดคำนวณเล็กน้อย ที่มา: 10-K FY2025 · 10-Q 2Q2026
ที่มา: 10-K FY2025 · 10-Q 2Q2026 · TTM คำนวณเอง
ที่มา: 10-Q 2Q2026
| รายการ ($M ยกเว้นที่ระบุ) | 2Q2025 | 2Q2026 | เปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|---|
| ยอดขายสุทธิ | 3,659.8 | 4,630.0 | +26.5% |
| กำไรจากการดำเนินงาน | 312.2 | 441.6 | +41.4% |
| ดอกเบี้ยจ่าย | (14.3) | (18.2) | +27.3% |
| กำไรก่อนภาษี | 304.3 | 429.8 | +41.2% |
| กำไรสุทธิของ Reliance | 233.7 | 322.9 | +38.2% |
| กำไรต่อหุ้นเจือจาง ($) | 4.42 | 6.29 | +42.3% |
อัตราภาษีไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ราว 24.7% (ภาษี $106.2M หารกำไรก่อนภาษี $429.8M) ใกล้เคียงกับอัตราของไตรมาส 2 ปี 2025 ที่ 23.0% ดังนั้นการเติบโตของกำไรสุทธิมาจากการดำเนินงานจริง ไม่ได้มาจากภาษี ที่มา: 10-Q 2Q2026
ไตรมาส 2 ปี 2026 ตัวเลขการเติบโตแข็งแรง แต่ในงบยังมีรายการสองอย่างที่ผู้อ่านควรพิจารณา ได้แก่ผลของโครงการกำแพงกั้นชายแดนที่ระบุไว้แล้วข้างต้น และผลของ LIFO บริษัทคาดค่า LIFO ไตรมาส 3 ไว้ $75.0M หรือ $1.10 ต่อหุ้น ซึ่งจะลดกำไรตามบัญชีในไตรมาสนั้น แม้ยอดขายยังดี
สินทรัพย์รวมเพิ่มจาก $10.37B เป็น $11.17B ในครึ่งปีแรกของปี 2026 ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่ม $232M ใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ $588M หักด้วยการซื้อหุ้นคืนและปันผลรวม $364M กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของปี 2025 ($831M) ต่ำกว่ากำไรสุทธิ เอกสารที่ดึงมาไม่ได้อธิบายสาเหตุ จึงควรตรวจใน MD&A ของ 10-K
| รายการ ($M) | 31 ธ.ค. 2025 | 30 มิ.ย. 2026 |
|---|---|---|
| สินทรัพย์รวม | 10,373.3 | 11,165.2 |
| หนี้สินรวม (คำนวณ = สินทรัพย์ − ส่วนของผู้ถือหุ้น) | 3,193.8 | 3,754.0 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม | 7,179.5 | 7,411.2 |
| หนี้สินที่มีดอกเบี้ย (มูลค่าตามบัญชี) | 1,420.9 | 1,663.9 |
| เงินสดและเทียบเท่า | 216.6 | 235.4 |
| หนี้สินที่มีดอกเบี้ยสุทธิจากเงินสด | 1,204.3 | 1,428.5 |
| Goodwill | 2,170 (ประมาณ) | ไม่ได้ดึงมา |
หนี้สินที่มีดอกเบี้ยของ 31 ธ.ค. 2025 ในรายงาน 10-K ระบุยอดรวมราว $1,430M ซึ่งเป็นยอดตามเงินต้นคงค้าง ต่างจากมูลค่าตามบัญชี $1,420.9M จาก 10-Q ตารางนี้ใช้มูลค่าตามบัญชีให้สอดคล้องกันทั้งสองช่วง ที่มา: 10-Q 2Q2026 · 10-K FY2025
| รายการ ($M) | FY2025 | 6M2025 | 6M2026 |
|---|---|---|---|
| เงินสดจากการดำเนินงาน | 831.4 | 293.5 | 313.6 |
| ซื้อทรัพย์สิน (Capex) | (328.9) | (174.5) | (157.6) |
| FCF (คำนวณเอง) | 502.5 | 119.0 | 156.0 |
| ซื้อกิจการ | 0.0 | (2.8) | 0.0 |
| ซื้อหุ้นคืน | (594.1) | (333.1) | (234.2) |
| จ่ายเงินปันผลเงินสด | (254.7) | (128.3) | (130.4) |
FCF คำนวณจากเงินสดจากการดำเนินงานหักการซื้อทรัพย์สิน ไม่ใช่นิยามของบริษัท ที่มา: 10-K FY2025 · 10-Q 2Q2026
ครึ่งปีแรกของปี 2026 บริษัทซื้อหุ้นคืน $234M และจ่ายปันผล $130M รวม $364M ขณะที่ FCF ที่คำนวณได้อยู่ที่ $156M ส่วนต่างถูกเติมด้วยหนี้ที่มีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นราว $243M ตามมูลค่าตามบัญชี
ที่มา: 10-Q 2Q2026 · 10-K FY2025 · Net debt/Equity คำนวณเอง
หนี้สินที่มีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นราว $243M ในครึ่งปีแรกของปี 2026 เพื่อรองรับสต๊อกและการซื้อหุ้นคืน ถ้า EBITDA กลับไปอยู่ที่ระดับปี 2025 ตัวคูณหนี้สุทธิต่อ EBITDA จะเพิ่มจาก 0.94 เท่าเป็นราว 1.1 เท่า (หนี้สุทธิ $1,429M ÷ EBITDA ปี 2025 $1,291M) ซึ่งยังต่ำ แต่จะจำกัดความสามารถซื้อหุ้นคืน
เหล็กกล้าคาร์บอนยังเป็นสินค้าหลักที่สัดส่วนราว 56% ของยอดขาย ครึ่งปีแรกของปี 2026 อะลูมิเนียมโต 30.0% เร็วกว่าเหล็กคาร์บอนที่โต 22.6% ปี 2025 ราคาอะลูมิเนียมต่อตันเพิ่มขึ้น 5.6% ขณะที่เหล็กกล้าคาร์บอนลดลง 2.2% และสเตนเลสลดลง 8.0% การกระจายสินค้าหลายประเภทจึงช่วยลดการพึ่งพาราคาเหล็กตัวเดียว
ที่มา: 10-Q 2Q2026 · สัดส่วนคำนวณจากยอดขายแต่ละประเภทหารยอดขายรวม ค่าปัดเศษอาจไม่รวมเป็น 100% พอดี
ปริมาณขายทั้งปี 2025 อยู่ที่ 6.39 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.2% จาก 6.01 ล้านตันในปี 2024 (10-K) ไตรมาส 2 ปี 2026 ปริมาณขายเป็นสถิติใหม่และโตขึ้น 7.0% จากไตรมาสก่อน ราคาขายเฉลี่ยต่อตันขึ้น 7.8% (8-K)
บริษัทเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสจาก $1.20 เป็น $1.25 ในปี 2026 หรือเพิ่มราว 4.2% ปันผลสามารถจ่ายได้สบายจากกำไร เพราะปันผลครึ่งปีแรกของปี 2026 เพียง $130M เทียบกับกำไรสุทธิ $588M ส่วนการใช้เงินคืนผู้ถือหุ้นที่มากกว่าคือการซื้อหุ้นคืน ซึ่งลดจำนวนหุ้นและเพิ่มกำไรต่อหุ้นโดยไม่ต้องเพิ่มกำไรรวม
ที่มา: 10-Q 2Q2026 (ปันผลไตรมาส 2 ปี 2026 และประกาศไตรมาส 3 ปี 2026 วันที่ 17 ก.ค. 2026) · ไตรมาส 2 ปี 2025 $1.20 จากงบปี 2025
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| ปันผลรายปีตามอัตรา (4 × $1.25) | $5.00 |
| Payout ratio จากกำไรต่อหุ้น TTM | ราว 29% |
| Payout ratio จากกำไรสุทธิ FY2025 (จ่ายจริง $254.7M ÷ $739.4M) | ราว 34% |
| ซื้อหุ้นคืนครึ่งปีแรกของปี 2026 ÷ ปันผลจ่ายจริงช่วงเดียวกัน | 1.8 เท่า |
บริษัทให้ช่วงกำไรต่อหุ้นที่ไม่รวมรายการพิเศษสำหรับไตรมาส 3 ไว้ที่ $6.40–6.60 ซึ่งโตราว 76–81% จากไตรมาส 3 ปีก่อน แต่ไม่ได้ให้ประมาณการยอดขาย EBITDA หรือ capex ทั้งปี ดังนั้นการประเมินปีเต็มต้องอาศัยการคาดการณ์ของผู้อ่านเอง และควรแยกผลของโครงการกำแพงกั้นชายแดนออกก่อน
| คำแนะนำ / ตัวชี้วัด | ค่าที่บริษัทให้ | เอกสาร |
|---|---|---|
| กำไรต่อหุ้นที่ไม่รวมรายการพิเศษ 3Q2026 | $6.40–6.60 | 8-K |
| ผลของโครงการกำแพงกั้นชายแดนต่อ EPS 3Q2026 | ราว $0.60 | 8-K |
| LIFO expense 3Q2026 | $75.0M หรือ $1.10 ต่อหุ้น | 8-K |
| ปริมาณขายไม่รวมโครงการ 3Q2026 เทียบไตรมาสก่อน | ลด 2% ถึง 4% | 8-K |
| ปริมาณขายรวมโครงการ 3Q2026 เทียบปีก่อน | เพิ่ม 9% ถึง 11% | 8-K |
| ราคาขายต่อตันไม่รวมโครงการ 3Q2026 เทียบไตรมาสก่อน | เพิ่ม 1% ถึง 3% | 8-K |
ที่มา: 8-K Exhibit 99.1 (22 ก.ค. 2026) ข้อความทั้งหมดเป็นมุมมองของบริษัท ไม่ใช่การรับรองจากผู้วิเคราะห์อิสระ
ความเสี่ยงหลักของ Reliance คือราคาโลหะที่ควบคุมไม่ได้และสต๊อกที่ต้องถือไว้ ความเสี่ยงรองคือวัฏจักรของอุตสาหกรรมลูกค้า และการนำเข้าที่กดราคาในประเทศ ตารางด้านล่างจับคู่แต่ละความเสี่ยงกับสัญญาณที่ผู้อ่านติดตามได้จากงบและการแถลงของบริษัท
| หมวดความเสี่ยง | สิ่งที่บริษัทระบุ | สัญญาณที่ควรติดตาม |
|---|---|---|
| ราคาโลหะและ LIFO | ราคาโลหะที่ควบคุมไม่ได้ส่งผลต่อ margin และต้นทุนสต๊อก | ราคาขายต่อตันรายประเภทในไตรมาส และค่า LIFO ที่ประกาศในแต่ละไตรมาส |
| วัฏจักรอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ | อุตสาหกรรมลูกค้าชะลอ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการขนส่งกระทบอุปสงค์ | ปริมาณขายไม่รวมโครงการเทียบไตรมาสก่อน ซึ่งบริษัทให้ช่วงคาดการณ์ทุกไตรมาส |
| การนำเข้าและภาษีศุลกากร | การนำเข้าที่มากเกินไปหรือการลดภาษีนำเข้ากดราคาโลหะในประเทศ | ราคาเหล็กและอะลูมิเนียมในประเทศเทียบราคานำเข้า และการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษี |
| ซัพพลายเออร์และการดำเนินงาน | พึ่งซัพพลายเออร์หลัก การรับมอบวัสดุตรงเวลา และการลดต้นทุน | ต้นทุนขายต่อตันเทียบราคาขาย และรายงานการขาดแคลนวัสดุ |
| การแข่งขันและวัสดุทดแทน | คู่แข่งในอุตสาหกรรม และลูกค้าที่หันไปใช้วัสดุอื่น | ส่วนแบ่งตลาดเทียบดัชนีอุตสาหกรรม และยอดขายประเภทสเตนเลสและอลูมิเนียม |
| สภาพอากาศ ประกันภัย และการซื้อกิจการ | สภาพอากาศกระทบซัพพลายเชน ประกันและการคุ้มครองจากซัพพลายเออร์อาจไม่เต็มจำนวน และการซื้อกิจการมีความเสี่ยงในการผสานงาน | Impairment ประจำปี และรายการซื้อกิจการในงบกระแสเงินสด |
รายการความเสี่ยงที่ดึงมาได้จาก 10-K ครบเฉพาะหัวข้อตอนต้นของ Item 1A ส่วนท้ายของหัวข้อยังไม่ได้อ่านในรอบนี้ ผู้อ่านควรตรวจรายละเอียดเพิ่มในเอกสารต้นฉบับ ที่มา: 10-K FY2025 Item 1A
ความเสี่ยงเรื่องโครงการกำแพงกั้นชายแดนเด่นกว่าความเสี่ยงอื่นในปีนี้ เพราะกำไรไตรมาส 2 และ 3 พึ่งพารายการนี้ราว $0.41 และ $0.60 ต่อหุ้นตามลำดับ เมื่อโครงการจบ ปริมาณขายจะลดลงทันที และบริษัทต้องหาการเติบโตทดแทนจากลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นภาวะที่อุตสาหกรรมวัฏจักรมักเผชิญหลังช่วงขึ้น
| จุดแข็ง (Strengths) | จุดอ่อน (Weaknesses) |
|---|---|
| เครือข่ายศูนย์บริการราว 310 แห่งทำให้ส่งมอบวัสดุได้เร็ว | Gross margin ลดลงจาก 30.7% ปี 2023 เหลือ 28.6% ในครึ่งปีแรกของปี 2026 |
| ความหลากหลายของสินค้า เหล็กคาร์บอน 56% และอะลูมิเนียม 18% | กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปี 2025 ต่ำกว่ากำไรสุทธิ |
| ปริมาณขายและส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 | ต้นทุนสต๊อก LIFO ทำให้กำไรตามบัญชีผันผวนตามราคาโลหะ |
| หนี้สุทธิต่อ EBITDA ราว 0.9 เท่า ยังต่ำ | พึ่งรายได้ชั่วคราวจากโครงการเฉพาะ |
| โอกาส (Opportunities) | อุปสรรค (Threats) |
|---|---|
| การฟื้นตัวของการก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย | ราคาโลหะนำเข้าที่ต่ำกดราคาในประเทศ |
| อุปสงค์จากอุตสาหกรรมกลาโหม อวกาศ และเซมิคอนดักเตอร์ที่บริษัทระบุว่าดีขึ้น | การลดภาษีนำเข้าหากนโยบายเปลี่ยน |
| การซื้อกิจการเพิ่มเติมเมื่อมีโอกาสที่ราคาดี | วัฏจักรอุตสาหกรรมลูกค้าชะลอ และดอกเบี้ยสูงกดการลงทุนของลูกค้า |
| การใช้เงินสดส่วนเกินซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง | ความเสี่ยงสภาพอากาศและการขนส่งต่อซัพพลายเชน |
ภาพรวมคือบริษัทที่ธุรกิจพื้นฐานดีขึ้นชัดเจนในไตรมาส 2 ปี 2026 แต่กำไรช่วงนี้ได้ประโยชน์จากรายการชั่วคราวและราคาโลหะที่อยู่ในช่วงขึ้น ความท้าทายสำหรับนักลงทุนคือการแยกว่ากำไรปกติของบริษัทอยู่ระดับไหนเมื่อโครงการกำแพงกั้นชายแดนจบ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลในเอกสารที่บริษัทเปิดเผย ราคาอ้างอิงที่ P/E ราว 24 เท่าของกำไร TTM จึงต้องอาศัยกำไรปกติที่ไม่ลดลงมากจากระดับปัจจุบัน
| สมมติฐาน | Bull | Base | Bear |
|---|---|---|---|
| กำไรต่อหุ้น 3Q2026 | $6.50 | $6.50 | $6.50 |
| กำไรต่อหุ้น 4Q2026 (สมมติ) | $6.50 | $5.75 | $5.00 |
| กำไรต่อหุ้นทั้งปี 2026 (ประมาณ) | $24.38 | $23.63 | $22.88 |
| P/E ที่ใช้ (สมมติ) | 19x | 17x | 14x |
| ราคาอ้างอิงผลลัพธ์ | $463 | $402 | $320 |
| เทียบราคาอ้างอิง $411 | +13% | −2% | −22% |
กำไรต่อหุ้น 9 เดือนแรกใช้ 1H2026 $11.38 บวกกลางช่วงแนะนำไตรมาส 3 $6.50 ตัวเลข 4Q และ P/E เป็นสมมติฐานที่ผู้อ่านปรับได้ ไม่ใช่ประมาณการของบริษัทหรือของนักวิเคราะห์
ข้อมูลในรายงานนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรตรวจสอบตัวเลขกับเอกสารต้นฉบับก่อนใช้