ROE คืออะไร
ROE (Return on Equity) หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น บอกว่าบริษัทสร้างกำไรได้กี่บาท จากเงินทุนของผู้ถือหุ้นทุก 100 บาท เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้เงินทุนที่นิยมใช้มากที่สุดตัวหนึ่ง
บริษัทที่รักษา ROE ในระดับสูงได้ต่อเนื่องหลายปี มักมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น แบรนด์ที่แข็งแรง ต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง หรือส่วนแบ่งตลาดที่มั่นคง
สูตรคำนวณ
สูตร ROE
ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย × 100
ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย = (ต้นปี + สิ้นปี) ÷ 2
DuPont: ROE = อัตรากำไรสุทธิ × อัตราการหมุนของสินทรัพย์ × (สินทรัพย์ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น)
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติบริษัทมีกำไรสุทธิ 600 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นต้นปี 3,800 ล้านบาท และสิ้นปี 4,200 ล้านบาท
- ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย = (3,800 + 4,200) ÷ 2 = 4,000 ล้านบาท
- ROE = 600 ÷ 4,000 × 100 = 15%
สรุปผล
บริษัทสร้างกำไรได้ 15 บาท จากเงินทุนของผู้ถือหุ้นทุก 100 บาท
ตัวเลขในตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมติ เพื่อแสดงวิธีคำนวณเท่านั้น
วิธีอ่านค่า ROE
- ROE ที่สูงและสม่ำเสมอเป็นสัญญาณที่ดี แต่ควรดูย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี เพื่อแยกบริษัทที่เก่งจริงออกจากบริษัทที่บังเอิญมีปีที่ดี
- การแยก ROE แบบ DuPont ช่วยบอกที่มาของผลตอบแทน ว่ามาจากอัตรากำไรที่ดี มาจากการใช้สินทรัพย์ได้อย่างคุ้มค่า หรือมาจากการกู้เงินมาก
- ROE ที่สูงจากอัตรากำไรดีมีคุณภาพกว่า ROE ที่สูงเพราะใช้หนี้มาก เนื่องจากแบบหลังมีความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อธุรกิจชะลอตัว
- ควรเทียบ ROE กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะแต่ละธุรกิจใช้เงินทุนต่างกันมาก
ข้อควรระวัง
สิ่งที่ ROE ไม่ได้บอก
- ROE สูงขึ้นได้จากการใช้หนี้มาก หรือจากการซื้อหุ้นคืนที่ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง โดยที่ธุรกิจไม่ได้ดีขึ้นจริง จึงควรดูคู่กับ D/E เสมอ
- กำไรพิเศษที่ไม่เกิดซ้ำทำให้ ROE ปีนั้นสูงเกินจริง ควรคำนวณจากกำไรปกติด้วย
- บริษัทที่ขาดทุนสะสมจนส่วนของผู้ถือหุ้นเหลือน้อย อาจมี ROE สูงมากผิดปกติเมื่อกลับมามีกำไรเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้สะท้อนประสิทธิภาพจริง
ดูค่า ROE ในรายงานจริง
รายงานวิเคราะห์หุ้นรายตัวของ HypeTimes แสดงค่า ROE พร้อมข้อมูลย้อนหลังและการเทียบกับบริษัทในกลุ่มเดียวกันค้นหาหุ้นที่สนใจ เพื่อลองอ่านค่าจากข้อมูลจริง