เขียนโดย HypeTimes Staff · ข้อมูล ณ 13 ตุลาคม 2026
สรุปผู้บริหาร (Executive Summary) ภาพรวมธุรกิจ ผลประกอบการงวด 1H2026 และสาระสำคัญการลงทุน — ข้อมูล ณ 13 ต.ค. 2026
ราคาหุ้น · มูลค่าตลาด
฿67.00 · ฿149,667 ล้าน
รายได้รวม 1H2026
฿261,086 ล้าน
EBITDA 1H2026 (MARGIN)
฿40,556 ล้าน (15.53%)
กำไรสุทธิ 1H2026 (EPS)
฿27,765 ล้าน (฿12.43/หุ้น)
VALUATION (P/E · P/BV)
4.62x · 0.74x
เงินปันผลระหว่างกาล 1H2026
฿1.40 ต่อหุ้น
ขึ้นเครื่องหมาย XD 9 ก.ย. จ่ายแล้ว 24 ก.ย. 2026
(Settrade) บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของผู้บริหาร (Strategic Executive Analysis)
การกลับมาของวงจรค่าการกลั่นและ Operating Leverage มหาศาล: ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 (1H2026) ไทยออยล์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการทำกำไรขั้นสูง ด้วยกำไรสุทธิที่พุ่งแตะ ฿27,765 ล้านบาท (+178.2% YoY) จากค่าการกลั่นทางบัญชี (Accounting GRM) และส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป (Crack Spreads) โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันอากาศยาน (Jet A-1) และดีเซล ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศและความตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลก
โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ก้าวสู่ช่วงโค้งสำคัญ: เมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า 4.8–5.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังการกลั่นจาก 275,000 เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมหน่วย Residue Hydrocracking Unit (RHCU) ที่จะเปลี่ยนน้ำมันเตาหนักมูลค่าต่ำให้เป็นน้ำมันดีเซลมาตรฐาน Euro 5 และ Jet A-1 ซึ่งจะเพิ่มค่าการกลั่นถาวรขึ้นอีก $3.5–$4.0 ต่อบาร์เรลเมื่อเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์
การจัดการภาระหนี้สินอย่างมีวินัย (Deleveraging Path): อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/Equity) ลดลงต่อเนื่องสู่ 0.69 เท่า (และ Total D/E ลดเหลือ 1.31 เท่า) ต่ำกว่า Debt Covenant ที่ 2.00 เท่าอย่างมีเสถียรภาพ สะท้อนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเพียงพอต่อการรองรับ CapEx ส่วนสุดท้ายของโครงการ CFP
มูลค่าหุ้นอยู่ในจุดซื้อขายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง (Deep Discount to Book Value): หุ้น TOP ซื้อขายที่ P/E เพียง 4.62 เท่า และ P/BV 0.74 เท่า ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มโรงกลั่นปิโตรเลียมชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตลาดได้ซึมซับความกังวลเรื่องความล่าช้าของสัญญา EPC ไปมากแล้ว
12-MONTH PRICE TARGET SPECTRUM & SCENARIO VALUATION As of 13 Oct 2026 · IAA Consensus & Scenario Matrix Consensus ฿70.00–฿74.00 Bear ฿58.00 -13.4% Downside P/E 3.8x · P/BV 0.64x Current ฿67.00 P/E 4.62x · P/BV 0.74x Dividend Yield 2.69% Base ฿74.00 +10.4% Upside P/E 5.1x · P/BV 0.82x Bull ฿83.00 +23.9% Upside P/E 5.7x · P/BV 0.92x Bull Case — ฿83.00 (+23.9%) GRM Supercycle: ค่าการกลั่นตลาดสิงคโปร์ทรงตัวสูงเหนือ $8.5–10.0/bbl ต่อเนื่องตลอด 2H2026 จากความตึงตัวของสต๊อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินทั่วโลกCFP Milestone: การก่อสร้างและการทดสอบหน่วยหลักมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว สามารถ COD ได้ตามกรอบเวลา ไร้ต้นทุนบานปลายเพิ่มเติมกำไรสุทธิทั้งปี 2569: คาดแตะ ฿38,000–42,000 ล้านบาท พร้อมจ่ายเงินปันผลทั้งปีสูงถึง ฿4.20–4.80 ต่อหุ้น (Dividend Yield 6.3–7.2%)Base Case — ฿74.00 (+10.4%) Normalized GRM: Market GRM เฉลี่ยที่ระดับ $6.0–7.5/bbl ผลกระทบจาก Stock Gain/Loss มีจำกัดและหักล้างกันตามฤดูกาลDomestic Demand: ปริมาณการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเติบโต 2–3% ตามภาคการท่องเที่ยวและการขนส่งเชิงพาณิชย์เงินปันผลทั้งปี: คาดการณ์ที่ ฿3.20–3.60 ต่อหุ้น (คิดเป็น Dividend Yield รวม 4.8–5.4%) ที่ระดับ P/E 5.1 เท่า และ P/BV 0.82 เท่าBear Case — ฿58.00 (-13.4%) Crude Slump & Stock Loss: ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลงต่ำกว่า $65/bbl ก่อให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ก้อนใหญ่กดดันงบEPC Dispute Delays: โครงการ CFP ล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินและค่าเสียโอกาสจากส่วนต่างกำไรใหม่Govt Intervention: นโยบายภาครัฐแทรกแซงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น หรือบังคับส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น
ข้อมูลสรุปบริษัท (Factsheet) ข้อมูลตลาด โครงสร้างผู้ถือหุ้น และสถิติสำคัญ — ข้อมูล ณ 13 ต.ค. 2026
กำลังการกลั่นปัจจุบัน
275,000 BPD
ข้อมูลนิติบุคคลและโครงสร้างการจดทะเบียน รายละเอียดนิติบุคคลและโครงสร้างการดำเนินงาน — แหล่งที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ แบบ 56-1 One Report หัวข้อ รายละเอียด ชื่อทางการ (ไทย / อังกฤษ) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) / Thai Oil Public Company Limited สัญลักษณ์หลักทรัพย์ SET: TOP / Yahoo Finance: TOP.BK / Bloomberg: TOP TB กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ ทรัพยากร (Resources) / พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) วันที่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 26 ตุลาคม 2547 (เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 22,338,355,660 บาท (หุ้นสามัญ 2,233,835,566 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 45.03%, บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 9.85%, สำนักงานประกันสังคม 3.12% ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต (Bandhit Thamprajamchit) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ / ที่ตั้งโรงกลั่น สนง.ใหญ่: 555/1 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารเอ ชั้น 11 ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ / โรงกลั่น: 42/1 ม.1 ถ.สุขุมวิท กม.124 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เว็บไซต์ทางการและนักลงทุนสัมพันธ์ www.thaioilgroup.com / investor.thaioilgroup.com
ลักษณะธุรกิจ (Business Overview) โครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าบูรณาการ สายธุรกิจ และความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ — ข้อมูล ณ 13 ต.ค. 2026
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2504 เป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในประเทศไทย ด้วยกำลังการกลั่นน้ำมันดิบ 275,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนราว 22–25% ของกำลังการกลั่นรวมทั้งประเทศ ตั้งอยู่ ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย พร้อมท่าเทียบเรือน้ำลึก ทุ่นผูกเรือน้ำลึกเดี่ยวกลางทะเล (Single Point Mooring: SPM) และท่อส่งน้ำมันเชื่อมโยงโดยตรงเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งน้ำมันหลักของประเทศ (FPT และ Thappline)
ยุทธศาสตร์การบูรณาการแบบครบวงจร (Integrated Value Chain Synergy)
ไทยออยล์สร้างความได้เปรียบเชิงต้นทุนด้วยการผสานกระบวนการผลิตตั้งแต่การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-products) สู่ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานคุณภาพสูง, ธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์, โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Cogeneration), โลจิสติกส์กองเรือขนส่งน้ำมัน และเครือข่ายจัดจำหน่ายสารทำละลายระดับภูมิภาค เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดจากน้ำมันดิบทุกบาร์เรล
1. จัดหาน้ำมันดิบ VLCC Supertankers ทุ่น SPM ศรีราชา Sweet / Heavy Sour 2. โรงกลั่นคอมเพล็กซ์ CDU-1, 2, 3: 275,000 BPD Clean Fuel Project (CFP) ขยายกำลังกลั่นสู่ 400,000 BPD หน่วย RHCU แปรรูปน้ำมันเตาเป็น Euro 5 น้ำมันสำเร็จรูป (87% กำไร) ดีเซล Euro 5 · Jet A-1 · เบนซิน ULG น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน & ยางมะตอย (TLB) Lube Base Group I 267k T · Bitumen 350k T ปิโตรเคมีอะโรเมติกส์ & LAB (TPX/TLAB) Paraxylene 538k T · Benzene 307k T · LAB ไฟฟ้า ไอน้ำ & โลจิสติกส์ขนส่ง TOP SPP 239 MW · TM กองเรือ · TOP Solvent แผนภาพสรุปห่วงโซ่มูลค่าจากรายงานประจำปี 2568 และเอกสารนำเสนอนักลงทุน Thaioil IR สัดส่วนกำไรอ้างอิงจากผลการดำเนินงานรวมงวด 1H2026
โครงสร้างกลุ่มธุรกิจและบริษัทย่อยสำคัญในเครือไทยออยล์ โครงสร้างกลุ่มธุรกิจและบริษัทย่อยในเครือไทยออยล์ — แหล่งที่มา: รายงานประจำปี 2568 (แบบ 56-1 One Report) และ MD&A 2Q26 กลุ่มธุรกิจ สัดส่วนกำไร (1H26) บริษัทย่อย / บริษัทร่วม กำลังการผลิตและลักษณะผลิตภัณฑ์สำคัญ 1. โรงกลั่นน้ำมันและหล่อลื่นพื้นฐาน 87% • บมจ.ไทยออยล์ (Refinery) • บจ.ไทยลูบเบส (TLB - ถือ 100%) โรงกลั่นกำลังกลั่น 275,000 BPD ผลิตน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ร่วมกับหน่วยผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน Group I ขนาด 267,000 ตัน/ปี และยางมะตอย (Bitumen) 350,000 ตัน/ปี 2. กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี 3% • บจ.ไทยพาราไซลีน (TPX - ถือ 100%) • บจ.ไทยแล็บิกซ์ (TLAB - ถือ 75%) โรงงานสารอะโรเมติกส์ผลิตพาราไซลีน (Paraxylene) 538,000 ตัน/ปี, เบนซีน (Benzene) 307,000 ตัน/ปี, โทลูอีน และสารอัลคิลเบนซีนเชิงเส้น (LAB) 120,000 ตัน/ปี ป้อนอุตสาหกรรมสารซักล้าง 3. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน 3% • บจ.ท็อป เอสพีพี (TOP SPP - ถือ 100%) • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC - ถือ 8.9%) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม Cogeneration กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 239 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 498 ตัน/ชั่วโมง เพื่อป้อนระบบสาธารณูปโภคแก่โรงกลั่นและจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. 4. กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์และเคมีภัณฑ์ 7% • บจ.ไทยออยล์มารีน (TM - ถือ 100%) • บจ.ไทยออยล์ โซลเว้นท์ (TOP Solvent - ถือ 100%) บริการกองเรือขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทางทะเลทั้งในและต่างประเทศ, เรือขนถ่ายน้ำมันนอกชายฝั่ง และธุรกิจจัดจำหน่ายสารทำละลายชั้นนำในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย
วิเคราะห์รายได้ กำไรสุทธิ ค่าการกลั่น และอัตรากำไร — FY2023 ถึง 1H2026 (สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2026)
ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 (1H2026) ของ TOP ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้จากการขายและบริการแตะ ฿261,086 ล้านบาท (+34.34% YoY) และมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่สูงถึง ฿27,765 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้น ฿12.43) เพิ่มขึ้น +178.23% เมื่อเทียบกับ ฿9,979 ล้านบาทในงวด 1H2025 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากค่าการกลั่นทางบัญชี (Accounting GRM) และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น
รายได้รวม, EBITDA และกำไรสุทธิ — FY2023 → TTM มิ.ย. 2026 (ล้านบาท)
อัตรากำไร EBITDA Margin และ Net Profit Margin (%) — FY2023 → TTM มิ.ย. 2026
เปรียบเทียบผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก: 1H2025 vs 1H2026 (ล้านบาท)
ตารางสรุปผลประกอบการทางการเงินย้อนหลังและรอบล่าสุด ผลการดำเนินงานรวม (หน่วย: ล้านบาท) — แหล่งที่มา: แบบ 56-1 One Report ประจำปี 2566–2568 และ MD&A 2Q26 รายการทางการเงิน FY2023 FY2024 FY2025 1H2025 1H2026 YoY (1H) TTM มิ.ย. 26 รายได้จากการขายและบริการ 459,402 455,857 394,336 194,336 261,086 +34.34% 461,086 EBITDA 35,453 22,026 17,619 7,741 40,556 +423.91% 50,434 — EBITDA Margin (%) 7.72% 4.83% 4.47% 3.98% 15.53% +1,155 bps 10.94% กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 19,443 9,959 14,584 9,979 27,765 +178.23% 32,370 — Net Profit Margin (%) 4.23% 2.18% 3.70% 5.13% 10.63% +550 bps 7.02% กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท/หุ้น) 8.70 4.46 6.53 4.47 12.43 +178.08% 14.49
หมายเหตุ: ค่า EBITDA คำนวณจากกำไรจากการดำเนินงานบวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย และรวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain/Loss) ซึ่งใน 2Q26 มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ฿10,741 ล้านบาท แต่ได้รับชดเชยจากกำไรจากการดำเนินงานปกติที่แข็งแกร่ง
งบแสดงสถานะการเงิน (Balance Sheet) โครงสร้างสินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น และเงินทุนหมุนเวียน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026
สินทรัพย์รวม (TOTAL ASSETS)
฿441,850 ล้าน
หนี้สินรวม (TOTAL LIABILITIES)
฿250,400 ล้าน
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (TOTAL EQUITY)
฿191,450 ล้าน
วิวัฒนาการโครงสร้างงบแสดงสถานะการเงิน — FY2023 → 30 มิ.ย. 2026 (ล้านบาท)
ตารางโครงสร้างฐานะการเงินและส่วนของผู้ถือหุ้น สรุปฐานะการเงินรวม (หน่วย: ล้านบาท) — แหล่งที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และงบการเงิน 2Q26 รายการทางการเงิน 31 ธ.ค. 2023 31 ธ.ค. 2024 31 ธ.ค. 2025 30 มิ.ย. 2026 สินทรัพย์หมุนเวียน 134,812 128,450 131,210 142,500 ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (รวมงานระหว่างก่อสร้าง CFP) 231,450 228,100 242,560 245,120 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นๆ 53,731 52,460 53,514 54,230 รวมสินทรัพย์ 419,993 409,010 427,284 441,850 หนี้สินหมุนเวียน 78,450 72,100 75,320 76,200 หนี้สินไม่หมุนเวียน (หุ้นกู้และเงินกู้ระยะยาว CFP) 184,723 178,500 183,734 174,200 รวมหนี้สิน 263,173 250,600 259,054 250,400 รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 156,820 158,410 168,230 191,450
สมการงบดุลสอดคล้องสมบูรณ์: สินทรัพย์รวม ฿441,850 ล้าน = หนี้สินรวม ฿250,400 ล้าน + ส่วนของผู้ถือหุ้น ฿191,450 ล้าน (Book Value Per Share เท่ากับ ฿90.54 ต่อหุ้น)
หนี้สินและเลเวอเรจ (Leverage) วิเคราะห์ภาระหนี้สิน ดอกเบี้ยจ่าย และความสามารถในการชำระหนี้ — FY2023 ถึง 1H2026
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IB DEBT)
฿167,800 ล้าน
หนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
0.69 เท่า
INTEREST COVERAGE RATIO
14.8 เท่า
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IBD/Equity & Net IBD/Equity) — FY2023 → 30 มิ.ย. 2026
ตารางวิเคราะห์โครงสร้างหนี้สินและการปฏิบัติตามข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้ (Debt Covenant) ตัวชี้วัดความเสี่ยงด้านหนี้สินและเลเวอเรจ — แหล่งที่มา: คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) ตัวชี้วัดทางการเงิน FY2023 FY2024 FY2025 30 มิ.ย. 2026 เกณฑ์ Covenant หนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total D/E) 1.68x 1.58x 1.54x 1.31x ไม่เกิน 2.50x หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) 1.18x 1.12x 1.04x 0.88x ไม่เกิน 2.00x หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) 0.95x 0.88x 0.82x 0.69x ไม่เกิน 2.00x Net Debt ต่อ EBITDA (เท่า) 3.74x 6.33x 7.83x 2.63x ลดลงอย่างรวดเร็ว
สัดส่วนธุรกิจ (Segments) โครงสร้างกำไรจากการดำเนินงานแยกตามกลุ่มธุรกิจงวด 1H2026 — แหล่งที่มา: MD&A 2Q26
สัดส่วนกำไรตามกลุ่มธุรกิจ (1H2026)
การกระจายตัวของโครงสร้างกำไรในเครือไทยออยล์
กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและหล่อลื่นพื้นฐาน (87%): เป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างกระแสเงินสดและกำไร โดยผลการดำเนินงานงวด 1H2026 ได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นทางบัญชีที่สูงขึ้น การบริหารต้นทุนน้ำมันดิบ และปริมาณการจำหน่ายน้ำมันอากาศยานที่เติบโตต่อเนื่อง
กลุ่มธุรกิจอื่นๆ และโลจิสติกส์ (7%): การเติบโตของปริมาณขนส่งทางเรือของไทยออยล์มารีน (TM) และอัตรากำไรจากการจำหน่ายสารทำละลายของ TOP Solvent ในเวียดนามและอินโดนีเซีย
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (3%): กระแสเงินสดสม่ำเสมอจากการขายไฟฟ้าและไอน้ำของ TOP SPP รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจากเงินปันผลของ GPSC
กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (3%): ภาวะกำไรของกลุ่มสารอะโรเมติกส์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในภูมิภาค แต่ส่วนต่างราคาพาราไซลีนและ LAB เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว
ประวัติปันผล (Dividend History) นโยบายการจ่ายเงินปันผล สถิติย้อนหลัง และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล — ข้อมูล ณ 13 ต.ค. 2026
ไทยออยล์มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม หลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย โดยบริษัทมีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง (ปันผลระหว่างกาลและปันผลงวดสิ้นปี)
เงินปันผลต่อหุ้น (DPS: บาท/หุ้น) — FY2023 → 2026E
ตารางสถิติเงินปันผลย้อนหลังรายปี ประวัติการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นและอัตราการจ่าย — แหล่งที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ Settrade รอบผลประกอบการ ปันผลระหว่างกาล (บาท) ปันผลงวดสุดท้าย (บาท) รวมทั้งปี (DPS) อัตราการจ่ายปันผล (Payout Ratio) ปี 2566 (FY2023) 0.60 3.10 3.70 42.5% ปี 2567 (FY2024) 0.80 2.00 2.80 62.8% ปี 2568 (FY2025) 0.80 2.40 3.20 49.0% ปี 2569 (2026E ประมาณการ) 1.40 (จ่ายจริง 24 ก.ย. 26) 2.20 (คาดการณ์) 3.60 ~28.9% (จากฐานกำไรสูง)
เงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวด 1H2026 จ่ายในอัตรา ฿1.40 ต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 และจ่ายเงินปันผลเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569
เปรียบเทียบเพื่อนร่วมกลุ่ม (Peer Comparison) การประเมินมูลค่า ตัวชี้วัดทางการเงิน และความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันไทย
ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นและค้าน้ำมันของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย TOP มีขนาดมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดที่ ฿149,667 ล้านบาท และมีจุดเด่นด้านขนาดกำลังการกลั่นที่ 275,000 บาร์เรลต่อวัน อีกทั้งซื้อขายที่อัตราส่วน P/E เพียง 4.62 เท่า และ P/BV เพียง 0.74 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ:
เปรียบเทียบ Market Cap และอัตราส่วน P/E ในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันไทย
ตารางเปรียบเทียบ Valuation และตัวชี้วัดทางการเงินรายบริษัท เปรียบเทียบข้อมูลหลักทรัพย์กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน — ข้อมูลตลาด ณ 13 ตุลาคม 2026 หลักทรัพย์ ราคาล่าสุด (฿) Market Cap (฿M) P/E (เท่า) P/BV (เท่า) กำลังการกลั่น (BPD) จุดเด่นทางยุทธศาสตร์ TOP 67.00 149,667 4.62 0.74 275,000 → 400,000 โรงกลั่นคอมเพล็กซ์ใหญ่สุดในไทย โครงการ CFP และเครือข่ายกลุ่ม ปตท. BCP 51.25 67,005 10.10 0.86 294,000 (รวม ESSO) ควบรวมบางจาก-เอสโซ่ เครือข่ายปั๊มน้ำมัน และธุรกิจสำรวจ OKEA IRPC 2.48 49,451 8.50 0.62 215,000 โรงกลั่นและปิโตรเคมีครบวงจร โครงการ UCF และนวัตกรรมวัสดุขั้นสูง SPRC 13.70 42,708 11.20 1.18 175,000 เชฟรอนหนุนหลัง ประสิทธิภาพกลั่นสูง ขยายธุรกิจปั๊มน้ำมัน Caltex
มุมมองอนาคต (Outlook & Catalysts) ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ โครงการ Clean Fuel Project (CFP) และปัจจัยขับเคลื่อนมูลค่า
ยุทธศาสตร์ระยะยาวของไทยออยล์มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรพลังงานที่ยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ “Empowering Human Life through Sustainable Energy and Chemicals” โดยมีเสาหลักสำคัญ 3 ประการ:
1. CLEAN FUEL PROJECT (CFP)
400,000 BPD
2. VALUE CHAIN INTEGRATION
ปิโตรเคมีมูลค่าสูง
ขยายห่วงโซ่เคมีภัณฑ์สู่ตลาดอินโดนีเซีย (CAP) และอาเซียน
(Thaioil IR) 3. GREEN ENERGY TRANSITION
Net Zero 2060
ลงทุนน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) และพลังงานหมุนเวียน
(Thaioil IR) หมุดหมายสำคัญเชิงเวลา (Dated Milestones)
2H2026 (ต.ค.–ธ.ค. 2026): การรับรู้ผลประโยชน์จากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ฿1.40 ต่อหุ้น และการบริหารจัดการความเสี่ยงสต๊อกน้ำมันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว
2027 (Q1–Q4): การติดตั้งอุปกรณ์หลักและทดสอบระบบหน่วยย่อยของโครงการ Clean Fuel Project (CFP) รวมถึงการยุติข้อพิพาทด้านแรงงานของผู้รับเหมาช่วง EPC
2028 (Q3): เป้าหมายการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ของโครงการ CFP เต็มรูปแบบ ซึ่งจะเพิ่มค่าการกลั่นทางบัญชีขึ้นอีก $3.5–4.0 ต่อบาร์เรล และยกระดับ EBITDA สู่ฐานใหม่
2030: เพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเป็น 15% ตามแผนกลยุทธ์ระยะยาว
ปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors) การวิเคราะห์ 6 มิติความเสี่ยง ตัวชี้วัดที่สังเกตได้ และแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างละเอียด
1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Crude Oil Volatility & Stock Loss)
ตัวชี้วัดกระตุ้น (Trigger): ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงมากกว่า $10–15/bbl ภายในไตรมาสเดียว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าคงคลังน้ำมัน (Stock Loss) และขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงเหลือลดลง (LCM) ทันที ดังเช่นในไตรมาส 2/2569 ที่มี Stock Loss สูงถึง ฿10,741 ล้านบาท
แนวทางบริหารจัดการ: ใช้สัญญาอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (Crude Oil Price Hedging) อย่างเป็นระบบ และบริหารปริมาณสินค้าคงคลังน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับต่ำสุดตามเกณฑ์ความปลอดภัยเพื่อความคล่องตัวสูงสุด
2. ความเสี่ยงจากความล่าช้าและข้อพิพาทของโครงการ Clean Fuel Project (CFP Execution Risk)
ตัวชี้วัดกระตุ้น (Trigger): ข้อพิพาทด้านสัญญาหรือการชำระเงินระหว่างกลุ่มผู้รับเหมาหลัก (UJV Consortium) กับผู้รับเหมาช่วง ส่งผลให้การระดมแรงงานก่อสร้างสะดุด หรือกำหนดวัน COD เลื่อนออกไปเกินกว่าปี 2571 ทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินและค่าเสียโอกาสจากส่วนต่างกำไรใหม่
แนวทางบริหารจัดการ: คณะกรรมการบริษัทจัดตั้งคณะทำงานพิเศษกำกับดูแลโครงการ CFP อย่างใกล้ชิด เจรจาประสานงานเพื่อปลดล็อกสภาพคล่องของผู้รับเหมา และจัดเตรียมวงเงินสินเชื่อสำรองเพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
3. ความเสี่ยงจากวงจรค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Refining Margin & Crack Spread Risk)
ตัวชี้วัดกระตุ้น (Trigger): ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Singapore GRM) ลดลงต่ำกว่า $4.0/bbl จากการเปิดดำเนินการของโรงกลั่นใหม่ขนาดใหญ่ในจีนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินแคบลง
แนวทางบริหารจัดการ: ปรับปรุงความยืดหยุ่นของหน่วยกลั่นเพื่อเปลี่ยนสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปสู่ตัวที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด (Optimization of Product Slate) เช่น เพิ่มสัดส่วนน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ในช่วงไฮซีซั่น
4. ความเสี่ยงจากการแทรกแซงราคาพลังงานและนโยบายภาครัฐ (Regulatory & Price Intervention)
ตัวชี้วัดกระตุ้น (Trigger): มติคณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล หรือขอความร่วมมือส่งเงินกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดภาระค่าครองชีพ
แนวทางบริหารจัดการ: ประสานงานผ่านกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงโครงสร้างราคาตลาดเสรีที่อิงตามราคาตลาดภูมิภาคสิงคโปร์ และผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว
5. ความเสี่ยงด้านภาระหนี้สิน ดอกเบี้ย และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (FX & Financial Leverage)
ตัวชี้วัดกระตุ้น (Trigger): อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินทรงตัวในระดับสูง หรือค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเกิน ฿37.00/USD เนื่องจากไทยออยล์มีหนี้สินเงินกู้และหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อใช้ในโครงการ CFP
แนวทางบริหารจัดการ: การมีรายได้บางส่วนผูกกับดอลลาร์สหรัฐ (Natural Hedge) และการทำสัญญา Cross Currency Swap ควบคู่กับการคงอัตราส่วนหนี้สิน Net IBD/Equity ให้อยู่ในกรอบปลอดภัยต่ำกว่า 1.00x
6. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (Energy Transition & EV Adoption)
ตัวชี้วัดกระตุ้น (Trigger): ส่วนแบ่งตลาดยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ในประเทศไทยเติบโตเกินกว่า 25% ภายในปี 2030 ซึ่งจะกระทบต่ออัตราการเติบโตของการใช้น้ำมันเบนซิน
แนวทางบริหารจัดการ: โครงการ CFP ถูกออกแบบมาเพื่อลดสัดส่วนน้ำมันเบนซินและเน้นการผลิตน้ำมันดีเซล Euro 5, น้ำมันอากาศยาน Jet A-1 และสารตั้งต้นปิโตรเคมี พร้อมต่อยอดสู่เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)
การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค (SWOT Analysis) การประเมินปัจจัยภายในและปัจจัยแวดล้อมภายนอกองค์กร
Strengths (จุดแข็ง) เป็นโรงกลั่นคอมเพล็กซ์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย กำลังกลั่น 275,000 บาร์เรล/วัน มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ห่วงโซ่มูลค่าเชื่อมโยงครบวงจร ทั้งโรงกลั่น น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม มี ปตท. (PTT) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 45.03% สร้างเสถียรภาพในการจัดหาน้ำมันดิบและช่องทางจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการ ทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ศรีราชา มีทุ่นผูกเรือน้ำลึก SPM กลางทะเลและโครงข่ายระบบท่อส่งน้ำมันหลักเชื่อมโยงสู่ใจกลางประเทศ Weaknesses (จุดอ่อน) ผลการดำเนินงานผันผวนสูงตามวงจรค่าการกลั่น (GRM) และความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก ภาระหนี้สินทางการเงินระดับสูงจากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการ CFP ที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง กำไรจากกลุ่มปิโตรเคมียังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินในภูมิภาคเอเชีย ความเสี่ยงจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ทางบัญชีในบางไตรมาสที่ราคาน้ำมันดิบปรับลงแรง Opportunities (โอกาส) การเปิดดำเนินงานโครงการ CFP ในปี 2571 จะเพิ่มกำลังกลั่นเป็น 400,000 BPD และยกระดับค่าการกลั่นถาวรขึ้นอีก $3.5–4.0/bbl ความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เติบโตต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย โอกาสการขยายตลาดเคมีภัณฑ์และสารทำละลายในอินโดนีเซียและเวียดนามที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง การต่อยอดสู่น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) จากน้ำมันพืชใช้แล้ว Threats (อุปสรรค) การแทรกแซงราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นและการขอความร่วมมือส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากภาครัฐ กำลังการกลั่นใหม่ขนาดใหญ่จากจีนและตะวันออกกลางที่ทยอยเปิดดำเนินการในภูมิภาค กดดันค่าการกลั่น การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้าที่อาจกดดันอุปสงค์การบริโภคพลังงานในระยะยาว
มุมมองนักลงทุน (Investor View) สรุปมูลค่าที่เหมาะสม มุมมองจากโบรกเกอร์ และเช็คลิสต์การติดตามผลการดำเนินงาน
IAA CONSENSUS TARGET
฿70.00 – ฿83.00
UPSIDE POTENTIAL (BASE/BULL)
+10.4% ถึง +23.9%
มุมมองและราคาเป้าหมายจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ (IAA Consensus) สรุปคำแนะนำและราคาเป้าหมายจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ — แหล่งที่มา: Settrade IAA Consensus บริษัทหลักทรัพย์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย (บาท) ประเด็นสำคัญเชิงวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ซื้อ (BUY) - Top Pick 83.00 คาดกำไรปี 2026–2028F เติบโตเด่นจากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่ง และมองข้ามไปยังอัพไซด์มหาศาลหลังโครงการ CFP เปิดดำเนินการ บล.ทรีนีตี้ ซื้อเก็งกำไร (Trading Buy) 74.00 ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว งบดุลแข็งแรงขึ้น และได้รับแรงหนุนจากเงินปันผลระหว่างกาลระดับสูง บล.เคจีไอ (KGI) Outperform / ซื้อ 70.00 การประเมินมูลค่าหุ้นที่ P/BV เพียง 0.74 เท่า อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับ ROE และศักยภาพการสร้างกระแสเงินสด บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ซื้อ (BUY) 70.00 ค่าการกลั่นอยู่ในช่วงฟื้นตัวต่อเนื่อง และความเสี่ยงทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บล.เอเซียพลัส ทยอยสะสม (Accumulate) 68.00 แนะนำทยอยสะสมเพื่อรับเงินปันผลสูง และรอความชัดเจนของการเปิดดำเนินงานโครงการ CFP
เช็คลิสต์ 5 ข้อสำหรับติดตามผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดไป (Monitoring Checklist)
1. ค่าการกลั่นสิงคโปร์ (Singapore GRM) และ Market GRM ของ TOP: ติดตามแนวโน้มค่าการกลั่นรายสัปดาห์ในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2569 ว่ายังสามารถยืนเหนือระดับ $6.0–7.5/bbl ได้หรือไม่ เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของกำไรจากการดำเนินงานปกติ
2. ทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบและผลกระทบ Stock Gain/Loss: ติดตามความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก หากราคาทรงตัวในกรอบ $75–85/bbl จะช่วยลดผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันและส่งผลให้กำไรสุทธิมีเสถียรภาพสูงขึ้น
3. ความคืบหน้าของโครงการ Clean Fuel Project (CFP): ติดตามรายงานความก้าวหน้าการก่อสร้าง การระดมแรงงานของผู้รับเหมาช่วง และแผนการทดสอบระบบก่อนการเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์
4. การลดลงของอัตราส่วนเลเวอเรจ (Deleveraging Trajectory): ติดตามความต่อเนื่องในการลดอัตราส่วน Net IBD/Equity ให้ต่ำกว่า 0.65 เท่า เพื่อสร้างความมั่นใจต่อฐานะการเงินและอันดับเครดิต
5. การจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายปี 2569: ประเมินการจัดสรรกำไรสุทธิสำหรับการจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในกรอบ ฿2.00–2.40 ต่อหุ้น เพื่อยืนยันผลตอบแทนเงินปันผลทั้งปีที่ระดับ ~5%
แหล่งข้อมูลหลัก:
หมายเหตุ: รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและการตัดสินใจเชิงข้อมูลเท่านั้น มิใช่คำแนะนำในการลงทุน ข้อมูลทางการเงินอิงจาก MD&A/SEC (reported basis) และข้อมูลตลาดอิงจาก SET Factsheet ณ 13 ตุลาคม 2026 ผู้ลงทุนควรพิจารณาปัจจัยและความเสี่ยงทั้งหมดก่อนตัดสินใจลงทุน