บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) (SET: OSP) สถาบันธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคระดับตำนานของไทย ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) ภายใต้ชื่อแรก “เต๊กเฮงหยู” โดยเริ่มต้นจากตำรับยากฤษณากลั่น ก่อนจะจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทในปี 1949 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2018 ปัจจุบัน OSP มีอายุครบ 135 ปี และเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังอันดับหนึ่งของประเทศ นำโดยแบรนด์เรือธง M-150, ลิโพวิตัน-ดี (Lipovitan-D) และ ฉลาม (Shark) ครองส่วนแบ่งตลาดรวม 44.2% และเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและฟังก์ชันนัลดริงก์ด้วยส่วนแบ่ง 46.4% นำโดย C-vitt (ส่วนแบ่งตลาดวิตามินซี 76.6%) พร้อมพอร์ตผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลระดับหัวแถวอย่าง เบบี้มายด์ (Babi Mild), ทเวลฟ์ พลัส (Twelve Plus) และ เอ็กซิท (Exit) ควบคู่กับธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วครบวงจร (สยามกลาสอินดัสทรี)
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อทางการ (ไทย / อังกฤษ) | บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) / Osotspa Public Company Limited (สัญลักษณ์: OSP) |
| กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ | เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) / อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) |
| ประวัติการก่อตั้งและการจดทะเบียน | ก่อตั้ง พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) ในนาม “เต๊กเฮงหยู” · จดทะเบียนบริษัทจำกัดปี 1949 · เข้าซื้อขายใน SET เมื่อ 17 ต.ค. 2018 (IPO ฿25.00) |
| ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ | 348 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240 |
| ประธานกรรมการบริษัท | นาย สมประสงค์ บุญยะชัย (กรรมการอิสระ) |
| ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) | นางสาว มุกดา ไพรัชเวทย์ |
| โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ | นาย นิติ โอสถานุเคราะห์ 24.07% · BANK JULIUS BAER & CO. LTD, SINGAPORE 8.69% · บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 5.00% · นาย เสรี โอสถานุเคราะห์ 4.36% · นายนเรศ งามอภิสิทธิ์ 2.50% (กลุ่มตระกูลโอสถานุเคราะห์ถือหุ้นรวมกันใน 26 อันดับแรกรวมประมาณ 44.6%) |
| ผู้สอบบัญชี | บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด (KPMG Phoomchai Audit) — รายงานงบ 2Q26 ให้ข้อสรุปแบบไม่มีเงื่อนไข |
| นโยบายการจ่ายเงินปันผล | ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมหลังหักภาษีเงินได้และสำรองตามกฎหมาย |
หมายเหตุ: ตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้นของตระกูลโอสถานุเคราะห์ 44.6% เป็นผลรวมคำนวณจากรายชื่อผู้ถือหุ้น 26 อันดับแรกใน SET Factsheet เพื่อสะท้อนโครงสร้างการควบคุมที่แท้จริง
บมจ.โอสถสภา ดำเนินธุรกิจผลิต ทำการตลาด และจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ โดยครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า (Integrated Value Chain) ตั้งแต่การวิจัยพัฒนาสูตรสินค้า การผลิตวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว การผลิตและบรรจุเครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคล ตลอดจนเครือข่ายโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงสร้างธุรกิจหลักของกลุ่ม OSP แบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้:
กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและครอบครัว (Baby & Family Care): แบรนด์ “เบบี้มายด์” (Babi Mild) ครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ในตลาดสบู่อาบน้ำและสระผมเด็ก และอันดับ 2 ในตลาดแป้งเด็กของไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาบน้ำ โลชั่น ออยล์บำรุงผิว น้ำยาซักผ้าและปรับผ้านุ่มเด็ก พร้อมการยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดพรีเมียมและกลุ่มผู้ใหญ่ (Adult Skin Care) ภายใต้แบรนด์ Ultra Mild by Babi Mild และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก Babi Mild Organik
กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิง (Female Fragrance & Beauty): แบรนด์ “ทเวลฟ์ พลัส” (Twelve Plus) ผู้นำผลิตภัณฑ์โคโลญจน์ เพอร์ฟูมมีสต์ โรลออนระงับกลิ่นกาย และแป้งหอมเย็นสำหรับผู้หญิงวัยรุ่นและวัยทำงาน
กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยสำหรับผู้ชาย (Men’s Grooming): แบรนด์ “เอ็กซิท” (Exit) ผลิตภัณฑ์โรลออน สเปรย์ระงับกลิ่นกาย และน้ำหอมผู้ชาย ออกแบบเฉพาะสำหรับสรีระและไลฟ์สไตล์ผู้ชาย
การขยายพันธมิตรระดับสากล: ข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Yunnan Baiyao Group บริษัทยายักษ์ใหญ่ของจีน ในการเป็นตัวแทนกระจายสินค้าผลิตภัณฑ์ Babi Mild ในตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดตลาดสากลแห่งใหม่
กลุ่มยาแผนโบราณและยาสามัญประจำบ้าน (Traditional Medicines): แบรนด์ระดับประวัติศาสตร์ของบริษัท ได้แก่ ยากฤษณากลั่น ตรากิเลน (ยารักษาโรคกระเพาะและลำไส้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท), ยาแก้ไอผสมมะขามป้อม ตรากิเลน, ยาระบาย ตรากิเลน, และ ยาหอมประสจุฬาลัมพา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplements): แบรนด์ “แบนเนอร์” (Banner) โปรตีนแคปซูลเสริมอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่ง (Banner Protein, Banner Bright, Banner Chlorophyll, Banner Plus) และผลิตภัณฑ์แคปซูลฟ้าทะลายโจรตรากิเลน
ผลิตภัณฑ์ลูกอมและขนมขบเคี้ยว (Confectionery): ลูกอม “โอเล่” (Ole) แบรนด์ลูกอมผลไม้อันดับหนึ่งในใจคนไทย (รสสตรอเบอร์รี่, เลมอน, บ๊วย) และลูกอมสมุนไพร “โบตัน” (Botan) ทั้งแบบเกล็ดดั้งเดิมและลูกอมชูการ์ฟรี
ธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว (Glass Container Packaging): ดำเนินงานผ่าน บจก. สยามกลาสอินดัสทรี (Siam Glass Industry - SGI) และ บจก. สยามคัลเลท (Siam Cullet) มีโรงงานเตาหลอมแก้วขนาดใหญ่ที่สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา กำลังการผลิตรวมกว่า 1,000 ตันต่อวัน ทำหน้าที่ผลิตขวดแก้วสำหรับบรรจุเครื่องดื่ม M-150, C-vitt, ลิโพ และรับจ้างผลิตขวดแก้วภายนอก โดยมีสยามคัลเลททำหน้าที่รวบรวมเศษแก้วรีไซเคิล ช่วยลดการใช้พลังงานความร้อนในเตาหลอมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าของใช้ส่วนบุคคล (Contract Manufacturing - OEM): ดำเนินงานผ่าน บจก. กรีนสวิลล์ (Greensville Co., Ltd.) โรงงานมาตรฐานสากล ผลิตสินค้าของใช้ส่วนบุคคลให้แก่แบรนด์ในเครือ OSP และรับจ้างผลิตให้แก่บริษัทข้ามชาติชั้นนำ
เครือข่ายโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า (Distribution & Logistics Network): มีหน่วยรถขายตรง (Direct Store Delivery - Van Sales) เข้าถึงร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย / Traditional Trade) กว่า 400,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติ (Automated Distribution Center) ที่อยุธยา และการกระจายสินค้าผ่าน Modern Trade ทุกช่องทาง ควบคู่กับบริการกระจายสินค้าให้พันธมิตรบุคคลภายนอก (Third-Party Logistics)
การพัฒนาสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์: การลงนามสัญญาให้เช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี บนที่ดินสำนักงานใหญ่รามคำแหง (หัวหมาก) พื้นที่ประมาณ 45 ไร่ แก่ บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ สร้างรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอในระยะยาว
ที่มา: MD&A FY2024, MD&A FY2025, MD&A 2Q26; TTM = FY2025 − 1H2025 + 1H2026 โดย EBITDA TTM ฿5,977 ล้าน ตรงกับตัวเลขที่ SET Factsheet ใช้คำนวณ EV/EBITDA — รายได้ TTM ที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจากการแปลงค่าเงินจ๊าดตามมาตรฐาน TAS 21
ที่มา: คำนวณจากตัวเลขงบการเงินใน MD&A — ทั้งนี้ FY2024 ได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนการปรับโครงสร้างธุรกิจ ฿1,400 ล้าน ขณะที่ FY2025 มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนใน MGE สุทธิค่าใช้จ่ายรวมศูนย์โรงงาน +฿165 ล้าน (MD&A FY2025 น.1–2)
ที่มา: MD&A 2Q26 น.5 — หากคำนวณบนฐานปรับปรุง TAS 21 ของฝ่ายบริหาร รายได้ 1H26 จะเติบโต +1.7% YoY, กำไรสุทธิเติบโต +20.2% YoY และกำไรจากการดำเนินงานหลักเติบโตเด่นถึง +42.6% YoY
| รายการทางการเงิน | FY2023 | FY2024 | FY2025 | 1H2025 | 1H2026 | % YoY (1H) |
|---|---|---|---|---|---|---|
| รายได้จากการขาย | 26,062 | 27,069 | 25,561 | 13,639 | 12,460 | −8.6% |
| อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) | 34.5% | 37.3% | 40.1% | 41.1% | 42.6% | +1.5pp |
| EBITDA (ฐานรายงาน) | 4,510 | 3,761 | 5,996 | 3,485 | 3,466 | −0.5% |
| Core EBITDA (กำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนหักค่าเสื่อม) | 4,289 | 5,161 | 5,865 | 3,190 | 3,466 | +8.7% |
| กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (รายงาน) | 2,402 | 1,638 | 3,667 | 2,275 | 2,257 | −0.8% |
| รายการพิเศษสุทธิ (Non-recurring items) | +221 | −1,400 | +165 | +295 | 0 | — |
| กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Net Profit) | 2,181 | 3,038 | 3,503 | 1,980 | 2,257 | +14.0% |
| อัตรากำไรสุทธิหลัก (Core Net Profit Margin) | 8.4% | 11.2% | 13.7% | 14.5% | 18.1% | +3.6pp |
| กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (EPS - บาท) | 0.80 | 0.55 | 1.22 | 0.76 | 0.75 | −1.3% |
ข้อสังเกตเชิงลึก: ใน 2Q26 กำไรสุทธิอยู่ที่ ฿1,100 ล้าน เติบโต +8.9% YoY แม้รายได้รายงานจะลดลง แต่กำไรขยายตัวจากการเพิ่มขึ้นของ GPM สู่ระดับสูงสุดที่ 42.8% และค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายลดลงเหลือ 22.2% จากการปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่ายโลจิสติกส์
ที่มา: MD&A FY2024, MD&A FY2025, MD&A 2Q26 น.11
| รายการ | 31 ธ.ค. 2023 | 31 ธ.ค. 2024 | 31 ธ.ค. 2025 | 30 มิ.ย. 2026 |
|---|---|---|---|---|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด | 1,339 | 2,190 | 3,321 | 4,899 |
| ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น | 4,064 | 4,142 | 3,936 | 3,656 |
| สินค้าคงเหลือ | 3,456 | 3,622 | 3,388 | 2,958 |
| ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิ (PP&E) | 13,020 | 12,426 | 11,471 | 10,553 |
| สินทรัพย์รวม | 24,402 | 25,135 | 24,584 | 24,042 |
| หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IBD) | 2,654 | 2,618 | 620 | 568 |
| หนี้สินรวม | 7,892 | 9,343 | 7,253 | 7,108 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนของบริษัทใหญ่ | 15,907 | 15,221 | 16,786 | 16,554 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (รวม NCI) | 16,510 | 15,792 | 17,331 | 16,934 |
| กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (CFO) | 4,710 | 4,834 | 5,349 | 2,845 |
| ค่าใช้จ่ายลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CAPEX) | −1,185 | −1,054 | −624 | −218 |
ข้อสังเกต: สินทรัพย์รวมลดลงเล็กน้อยสู่ ฿24,042 ล้าน จากค่าเสื่อมราคาของ PP&E และผลกระทบจากการแปลงค่างบการเงินบริษัทย่อยในเมียนมา (บันทึกในองค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น −฿1,169 ล้าน) ขณะที่สภาพคล่องเงินสดเพิ่มขึ้นสู่ ฿4,899 ล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ที่มา: MD&A 2Q26 น.13 — Net IBD/E ติดลบสะท้อนสถานะเงินสดสุทธิ (Net Cash Company) โดยมีเงินสดมากกว่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยถึง ฿4,331 ล้าน
| อัตราส่วนทางการเงิน | FY2023 | FY2024 | FY2025 | 30 มิ.ย. 2026 |
|---|---|---|---|---|
| หนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) | 0.48x | 0.59x | 0.42x | 0.42x |
| หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) | 0.16x | 0.17x | 0.04x | 0.03x |
| หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net IBD/E) | 0.08x | 0.03x | −0.16x | −0.26x |
| Net Debt / EBITDA | 0.29x | 0.11x | −0.45x | −0.72x |
| ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) | 32.5x | 28.4x | 68.9x | 85.4x |
| อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเวียน (Current Ratio) | 1.85x | 1.64x | 2.15x | 2.37x |
สรุปสถานะหนี้: หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเหลือเพียง ฿568 ล้าน (ประกอบด้วยหนี้สินตามสัญญาเช่า ฿403 ล้าน และเงินกู้ยืมสถาบันการเงินเพียง ฿165 ล้าน) OSP แทบไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย ทำให้มีเกราะกำบังอย่างสมบูรณ์ต่อภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน
ที่มา: MD&A 2Q26 น.6
| กลุ่มผลิตภัณฑ์ | FY2023 | FY2024 | FY2025 | 1H2025 | 1H2026 | % YoY (1H) |
|---|---|---|---|---|---|---|
| เครื่องดื่มในประเทศ (Domestic Beverages) | 16,346 | 15,955 | 14,930 | 7,238 | 7,864 | +8.6% |
| เครื่องดื่มต่างประเทศ (International Beverages - รายงาน) | 4,784 | 6,199 | 6,493 | 4,280 | 2,564 | −40.1% |
| เครื่องดื่มต่างประเทศ (ฐานเปรียบเทียบ TAS 21) | — | — | — | 2,897 | 2,564 | −11.5% |
| ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) | 2,486 | 2,804 | 2,809 | 1,391 | 1,500 | +7.9% |
| อื่น ๆ (บรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว OEM และผลิตภัณฑ์ยา) | 2,446 | 2,111 | 1,329 | 730 | 532 | −27.1% |
| รวมรายได้จากการขายทั้งสิ้น | 26,062 | 27,069 | 25,561 | 13,639 | 12,460 | −8.6% |
ประเด็นวิเคราะห์: รายได้อื่น ๆ ที่ลดลง −27.1% เป็นไปตามนโยบายจัดสรรกำลังการผลิตเตาหลอมขวดแก้วของสยามกลาสอินดัสทรีเพื่อรองรับการผลิตสินค้าเครื่องดื่มของกลุ่ม OSP เป็นลำดับแรก เพื่อรักษาต้นทุนรวมให้ต่ำที่สุด
ที่มา: SET Factsheet และ ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล (13 ส.ค. 2026) — แท่ง 1H2026 แสดงเฉพาะเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรก
| รอบผลประกอบการ | ปันผลระหว่างกาล (฿) | ปันผลงวดสุดท้าย (฿) | DPS ทั้งปีปกติ (฿) | EPS รายงาน (฿) | Dividend Payout |
|---|---|---|---|---|---|
| FY2023 (ปกติ) | 0.40 | 0.45 | 0.85 | 0.80 | 106% |
| FY2024 | 0.30 | 0.30 | 0.60 | 0.55 | 109% |
| FY2025 | 0.40 | 0.40 | 0.80 | 1.22 | 66% |
| 1H2026 (ระหว่างกาล) | 0.45 | — | 0.45 | 0.75 | 60% |
ข้อสังเกตเรื่องปันผล: (1) ในปี 2023 มีการจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มเติมอีก ฿0.80 ต่อหุ้น เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2023 จากสภาพคล่องส่วนเกิน ทำให้เงินปันผลรวมในปี 2023 สูงถึง ฿1.65 ต่อหุ้น (2) ปันผลระหว่างกาล 1H2026 ที่ ฿0.45 ต่อหุ้น (รวม ฿1,352 ล้าน) ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 ส.ค. 2026 และจ่ายเงินปันผลเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2026 (3) อิงราคาหุ้น ฿16.30 อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.91%
| หลักทรัพย์ | ราคาปิด (฿) | Market Cap (฿ล้าน) | P/E (เท่า) | P/BV (เท่า) | EV/EBITDA | Div. Yield (%) |
|---|---|---|---|---|---|---|
| OSP (บมจ. โอสถสภา) | 16.30 | 48,961 | 13.42x | 2.96x | 7.51x | 4.91% |
| CBG (บมจ. คาราบาวกรุ๊ป) | 55.25 | 55,250 | 26.24x | 3.71x | 14.94x | 2.35% |
| ICHI (บมจ. อิชิตัน กรุ๊ป) | 13.80 | 17,940 | 14.12x | 3.25x | 9.18x | 7.97% |
| SAPPE (บมจ. เซ็ปเป้) | 31.50 | 9,711 | 14.14x | 2.29x | 8.26x | 5.56% |
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ: OSP ซื้อขายที่ P/E 13.42x และ EV/EBITDA เพียง 7.51x ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่มหลักของ SET โดยมีส่วนลด (Valuation Discount) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ CBG ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง (CBG P/E 26.24x และ EV/EBITDA 14.94x) ขณะที่ OSP มี ROE ระดับสูงถึง 22.2% และมีสถานะเป็น Net Cash แข็งแกร่งที่สุด
เป้าหมายรายได้ปี 2026: ตั้งเป้าเติบโตระดับ “low-to-mid single-digit” บนฐานเปรียบเทียบได้ (Adjusted comparable basis) โดยได้แรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศและกลุ่มของใช้ส่วนบุคคล ชดเชยผลกระทบจากเมียนมา (MD&A 2Q26 น.14)
งบลงทุน (CAPEX): จัดสรรงบลงทุนปี 2026 ราว ฿400–฿500 ล้าน มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ และระบบดิจิทัลซัพพลายเชน
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์และหมุดหมายสำคัญ | นัยเชิงธุรกิจและการเงิน |
|---|---|---|
| 10 ก.ย. 2026 | จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 1H2026 จำนวน ฿0.45 ต่อหุ้น | คืนผลตอบแทนสู่ผู้ถือหุ้นรวม ฿1,352 ล้าน สะท้อนกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง |
| พ.ย. 2026 (คาดการณ์) | รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2026 (3Q26) | ติดตามระดับ GPM ว่าสามารถยืนเหนือ 42% ได้หรือไม่ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบและยอดขายเมียนมา |
| 4 ม.ค. 2027 | Group CFO คนใหม่ (Ms. Poranee D’Alelio) เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ | เสริมสร้างเสถียรภาพการบริหารการเงินและขับเคลื่อนการเติบโตระดับภูมิภาค |
| 2027–2028 เป็นต้นไป | การรับรู้รายได้สัญญาเช่าที่ดินหัวหมาก 30 ปี ร่วมกับ บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) | สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอในระยะยาวและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานหลัก |
| มิติความเสี่ยง | คำอธิบายและผลกระทบ | มาตรการบริหารจัดการของบริษัท | สัญญาณเตือน (Trigger Point) |
|---|---|---|---|
| 1. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และกฎระเบียบในเมียนมา | การจำกัดโควตาใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบ (Import License) ของรัฐบาลทหารเมียนมา และความผันผวนของค่าเงินจ๊าด ซึ่งนับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ต้องใช้มาตรฐานบัญชี TAS 21 ทำให้การแปลงค่าเงินจ๊าดกระทบต่องบการเงินทันที | บริหารห่วงโซ่อุปทานด้วยการจัดหาวัตถุดิบท้องถิ่นในเมียนมา, ปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับอัตราแลกเปลี่ยน, และขยายตลาดต่างประเทศอื่น เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนามเพื่อกระจายความเสี่ยง | รายได้เครื่องดื่มต่างประเทศรายไตรมาสต่ำกว่า ฿1,150 ล้าน หรือส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนทางการกับตลาดมืดกว้างเกิน 50% |
| 2. ความเสี่ยงด้านความผันผวนของต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ | ต้นทุนการผลิตขวดแก้วขึ้นอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติ โซดาแอช และเศษแก้ว ขณะที่กระป๋องอะลูมิเนียมและขวดพลาสติก PET อ่อนไหวต่อราคาน้ำมันดิบและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง | ใช้เศษแก้วรีไซเคิลผ่าน บจก.สยามคัลเลท เพิ่มสัดส่วนเป็นกว่า 80% เพื่อลดการใช้พลังงานความร้อนในเตาหลอม และทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติและอะลูมิเนียมล่วงหน้า (Hedging) | อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) รายไตรมาสลดลงต่ำกว่า 40.0% หรือราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยืนเหนือ $95/bbl ต่อเนื่อง |
| 3. ความเสี่ยงจากการแข่งขันและการรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศ | ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศมีการแข่งขันดุเดือดระหว่าง OSP (M-150) และคู่แข่งเบอร์สอง (คาราบาวแดง CBG) ที่ตรึงราคาขาย ฿10 หากสูญเสียส่วนแบ่งตลาดจะกดดันผลกำไรอย่างมีนัยสำคัญ | ดำเนินกลยุทธ์ Dual/Multi-tier Pricing ส่ง M-150 ฝาเหลืองราคา ฿10 เข้าแข่งขัน พร้อมกับรักษาส่วนแบ่งของ M-150 สูตรวิตามิน ฿12 และเสริมด้วยกิจกรรมการตลาดผ่านหน่วยรถ Van Sales | ส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของ OSP ลดลงต่ำกว่า 44.0% ติดต่อกันสองไตรมาส |
| 4. ความเสี่ยงด้านกำลังซื้อระดับฐานรากและนโยบายค่าแรง | ผู้บริโภคหลักของเครื่องดื่มชูกำลังคือกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร ซึ่งรายได้ขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตร ภัยแล้ง/น้ำท่วม หนี้ครัวเรือน และทิศทางนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของภาครัฐ | พัฒนากลุ่มสินค้าทางเลือกเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (C-vitt) ซึ่งมีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มคนเมืองและชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงและมีความยืดหยุ่นต่อราคามากกว่า | รายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศชะลอตัวลงหรือหดตัว YoY |
| 5. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบสาธารณสุขและภาษีความหวาน | การบังคับใช้ภาษีสรรพสามิตความหวานตามปริมาณน้ำตาล (Sugar Tax) ในระยะต่อไป และข้อกำหนดด้านฉลากคำเตือนบนเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน | ปรับสูตรเครื่องดื่มทั้งหมดให้มีน้ำตาลต่ำลง พัฒนาสูตร No Sugar และเร่งขยายตลาดเครื่องดื่มวิตามินซีและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพื่อรองรับเกณฑ์ภาษีใหม่ | การประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีความหวานระยะที่ 4 หรือการเพิ่มข้อจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง |
| 6. ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพผู้บริหารและโครงสร้างการถือหุ้น | การเปลี่ยนแปลงประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ถึง 2 ครั้งในรอบปี 2026 อาจสร้างความไม่ต่อเนื่องในนโยบายการเงิน และการมีผู้ถือหุ้นกลุ่มตระกูลถือหุ้นรวมกันกว่า 44.6% | คณะกรรมการบริษัทมีกรรมการอิสระทรงคุณวุฒิ (นายสมประสงค์ บุญยะชัย เป็นประธานบอร์ด) กำกับดูแลอย่างเข้มงวด และได้สรรหาผู้บริหารระดับโลกเข้ารับตำแหน่ง Group CFO คนใหม่เรียบร้อยแล้ว | ความล่าช้าในการรายงานงบการเงิน หรือการลาออกของผู้บริหารระดับสูงเพิ่มเติม |
| บริษัทหลักทรัพย์ (วันที่เผยแพร่) | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | สมมติฐานหลักและวิธีประเมิน | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|---|
| Maybank Securities (19 มิ.ย. 2026) | Buy | ฿18.40 | อิง P/E 15.0x ปี 2026 คาดกำไรหลักฟื้นตัว | Kaohoon Intl. |
| KGI Securities (24 มิ.ย. 2026) | Buy | ฿19.10 | อิง P/E 16.0x (−1.4 SD ของค่าเฉลี่ยอดีต) | HoonVision |
| Krungsri Securities (10 ก.ค. 2026) | Neutral | ฿18.40 | อิง P/E 15.0x คาดกำไรสุทธิปี 2026 ที่ ฿3.60 พันล้าน | Kaohoon Intl. |
| UOB Kay Hian (20 ก.ค. 2026) | Buy | ฿20.50 | อิง P/E 18.0x (−1.0 SD) คาดกำไร 2026F ที่ ฿3,726 ล้าน | UOBKH Research |
| DAO Securities (ก.ค. 2026) | Buy | ฿20.00 | ปรับเพิ่มจาก ฿19.00 รับผลบวก GPM ขยายตัว | TrueID Finance |
| Land and Houses Securities (6 ส.ค. 2026) | Buy | ฿19.63 | มองผลการดำเนินงาน 2Q26 เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต | Kaohoon Intl. |
สรุปมุมมองนักวิเคราะห์: ราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ 6 สถาบันอยู่ในกรอบ ฿18.40 – ฿20.50 โดยมีค่าเฉลี่ย Consensus อยู่ที่ ฿19.34 ต่อหุ้น คิดเป็นโอกาสปรับขึ้น (Upside) เฉลี่ยประมาณ +18.7% จากราคาตลาดปัจจุบัน ฿16.30 ทั้งนี้ Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 ไว้ที่เฉลี่ย ฿3,661 ล้าน