รายงานวิเคราะห์หุ้นเพื่อการตัดสินใจ · Equity Research Report

วิเคราะห์หุ้น MAJOR — บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)

ผู้นำอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์และศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร (Total Lifestyle Entertainment Complex) อันดับ 1 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเครือข่ายกว่า 180 สาขา 830+ โรงภาพยนตร์ ครอบคลุมไทย กัมพูชา และลาว พร้อมต่อยอดธุรกิจเรือธง Cash Cow อย่าง Concession (Major Popcorn) สู่สินค้าอุปโภคบริโภคระดับแมส (FMCG) ช่องทาง Out-Cinema ทั้ง 7-Eleven และโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ควบคู่กับธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง Blu-O และการยกระดับการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ไทยผ่าน M Studio ขับเคลื่อนด้วยระบบขายตั๋วอัตโนมัติ 100% (Smart Ticket & Autogate) ลดโครงสร้างต้นทุนอย่างถาวร ท่ามกลางระดับการประเมินมูลค่าที่น่าสนใจ P/E TTM เพียง 8.12x และอัตราเงินปันผลตอบแทน 3.47%
Sector: บริการ / สื่อและสิ่งพิมพ์ (Consumer / Movies & Entertainment)ราคาล่าสุด ฿7.4Market Cap ฿5,048.64 ล้านP/E 8.12 · P/BV 1.13Dividend Yield ~3.47%

เขียนโดย HypeTimes Staff · ข้อมูล ณ

1. สรุปผู้บริหาร / Executive Summary

ข้อมูลตลาด ณ 3 ต.ค. 2026 · ข้อมูลงบการเงินล่าสุด ณ 30 มิ.ย. 2026 (งวด 1H2026)

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) (SET: MAJOR / MAJOR.BK) คือผู้นำตลาดอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) มากกว่า 70% และเป็นผู้บุกเบิกศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร (Lifestyle Entertainment Complex) ที่มีเครือข่ายโรงภาพยนตร์มากกว่า 180 สาขา รวมกว่า 830 โรงภาพยนตร์ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ต่างจังหวัด และกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชาและลาว) แม้ว่าในงวด 1H2026 ผลการดำเนินงานจะได้รับแรงกดดันจากรายได้ตั๋วชมภาพยนตร์ที่ชะลอตัวลงตามกระแสภาพยนตร์ฮอลลีวูดและไทยที่เข้าฉาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังเฉพาะกลุ่ม (Niche) ส่งผลให้รายได้รวมอยู่ที่ ฿3,207.51 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ ฿147.79 ล้านบาท แต่บริษัทได้พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนระดับสูง โดยดำเนินกลยุทธ์ Lean Organization ร่วมกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ (Smart Ticket & Autogate) แบบ 100% ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ราคาหุ้นปัจจุบัน
฿7.40
ณ 3 ต.ค. 2026(SET Factsheet)
มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด
฿5,049 ล้าน
682.25 ล้านหุ้นจดทะเบียน(SET Profile)
P/E Ratio (TTM)
8.12x
อิงกำไรสุทธิ TTM ฿621 ล้าน(SET Financials)
Dividend Yield
3.47%
ปันผลรอบปี 2568 ฿0.25/หุ้น(SET Factsheet)
P/BV Ratio
1.13x
ส่วนของผู้ถือหุ้น ฿4,476 ล้าน(SET Factsheet)
Net IB Debt / Equity
0.58x
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ฿2,628M(SEC MD&A 2Q26)

ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญของผู้บริหาร (Key Strategic Inflection Points)

Bull Case — ฿10.50 (+41.9%)

  • ภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ (ธี่หยด 2 และผลงาน M Studio) สร้างปรากฏการณ์ Box Office รายได้ทะลุ ฿500 ล้าน
  • ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ฮอลลีวูดกลับมาเข้าฉายตามกำหนดการปกติ หนุนอัตราการเข้าชม (Occupancy Rate) สู่ระดับ 20-22%
  • ยอดจำหน่ายป๊อปคอร์น Out-Cinema ใน 7-Eleven ขยายตัวมากกว่า +30% YoY มาร์จิ้นสูงต่อเนื่อง
  • กำไรสุทธิปี 2569E แตะ ฿820 ล้านบาท (EPS ฿1.20, Forward P/E 8.75x, Dividend Yield 5.5%)

Base Case — ฿9.04 (+22.2%)

  • สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย IAA Consensus ของนักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • ภาพยนตร์ช่วง 2H2026 ทยอยฟื้นตัวตามฤดูกาล รายได้ตั๋วหนังกลับสู่ระดับปกติ
  • การควบคุมต้นทุนผ่านระบบขายตั๋วอัตโนมัติช่วยรักษาระดับ EBITDA Margin ที่ 27.5%
  • กำไรสุทธิปี 2569E อยู่ที่ประมาณ ฿710-730 ล้านบาท (EPS ฿1.05, Forward P/E 8.6x, Dividend Yield 4.5%)

Bear Case — ฿6.20 (-16.2%)

  • กำลังซื้อของผู้บริโภคในต่างจังหวัดชะลอตัวจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ฉุดยอดขายตั๋วและสันทนาการ
  • ภาพยนตร์ที่เข้าฉายทำรายได้ต่ำกว่าคาด และการเลื่อนกำหนดฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์บางเรื่อง
  • การแข่งขันจากบริการวิดีโอสตรีมมิงออนไลน์ (OTT) ดึงดูดเวลาการรับชมภาพยนตร์ในบ้าน
  • กำไรสุทธิปี 2569E ปรับตัวลงสู่ ฿520 ล้านบาท (EPS ฿0.76, Forward P/E 8.1x, Dividend Yield 3.5%)

2. ข้อมูลสรุปบริษัท / Factsheet

ข้อมูลตลาด ณ 3 ต.ค. 2026 · ข้อมูลทะเบียนและผู้ถือหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ราคาปิดล่าสุด
฿7.40
ณ 3 ต.ค. 2026(SET Factsheet)
มูลค่าตลาด (Market Cap)
฿5,048.64M
อันดับ 1 กลุ่มโรงภาพยนตร์(SET Factsheet)
P/E Ratio (TTM)
8.12x
ต่ำสุดในรอบหลายปี(SET Financials)
P/BV Ratio
1.13x
Book Value ฿6.56/หุ้น(SET Factsheet)
อัตราเงินปันผลตอบแทน
3.47%
ปันผลรอบปี 2568 ฿0.25(SET Factsheet)
ช่วงราคา 52 สัปดาห์
฿6.25 - ฿8.30
กรอบการเคลื่อนไหวรายปี(SET Factsheet)
จำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้ว
682.25M หุ้น
พาร์ 1.00 บาท(SET Profile)
สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float)
42.65%
ข้อมูล ณ 6 มี.ค. 2569(SET Profile)
หัวข้อสารสนเทศรายละเอียดแหล่งอ้างอิงปฐมภูมิ
ชื่อหลักทรัพย์ / สัญลักษณ์ย่อบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) / SET: MAJOR (MAJOR.BK)SET Factsheet
กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจบริการ (Services) / สื่อและสิ่งพิมพ์ (Media & Publishing)SET Profile
วันที่เริ่มเข้าจดทะเบียนซื้อขายใน SET23 พฤษภาคม 2545 (ซื้อขายต่อเนื่องกว่า 24 ปี)SET Profile
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ลำดับที่ 1นายวิชา พูลวรลักษณ์ (สัดส่วนถือหุ้นประมาณ 29.56%)SET Major Shareholders
นโยบายการจ่ายเงินปันผลประมาณร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายMajor IR Dividend Policy
เครือข่ายโรงภาพยนตร์และสาขา180+ สาขา รวมกว่า 830 โรงภาพยนตร์ (ไทย 172 สาขา, ต่างประเทศ 8 สาขา)แบบ 56-1 One Report
ข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้ (Financial Covenant)หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ไม่เกิน 1.50 เท่า (งวดล่าสุด 1.18 เท่า)SEC MD&A 2Q26

3. ลักษณะการประกอบธุรกิจ / Business Overview

โครงสร้างการดำเนินงาน 6 กลุ่มธุรกิจ และข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์

MAJOR ดำเนินธุรกิจศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร โดยมีธุรกิจโรงภาพยนตร์เป็นแกนกลางหลัก (Core Business Anchor) ในการดึงดูดผู้บริโภคเข้าสู่ระบบนิเวศความบันเทิง จากนั้นจึงสร้างมูลค่าเพิ่ม (Monetization) ผ่านธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม สื่อโฆษณา สันทนาการ และคอนเทนต์ภาพยนตร์ โดยมีโครงสร้างธุรกิจหลัก 6 เสา ดังนี้:

1. ธุรกิจโรงภาพยนตร์ (Cinema Admissions Business) — สัดส่วน 50% ของรายได้

เป็นผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์อันดับหนึ่งของประเทศ ครอบคลุมแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ Major Cineplex, Paragon Cineplex, Quartier CineArt, Icon Cineconic, Mega Cineplex, Esplanade Cineplex, EGV, Hダイヤ และเครือข่ายโรงภาพยนตร์ในต่างประเทศ (Major Cineplex ในกัมพูชาและลาว) พร้อมทั้งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก เช่น:

2. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Concession Business) — สัดส่วน 23% ของรายได้

เป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงเป็นพิเศษ (Cash Cow) โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ “Major Popcorn” หลากหลายรสชาติยอดนิยม (ชีส, คาราเมล, บาร์บีคิว, ทรัฟเฟิล) บริษัทได้ขยายยุทธศาสตร์ออกจากเฉพาะโรงภาพยนตร์ (In-Cinema) ก้าวเข้าสู่ตลาดขนมขบเคี้ยวระดับประเทศ (Out-Cinema FMCG):

3. ธุรกิจสื่อโฆษณา (Screen & Cinema Media) — สัดส่วน 12% ของรายได้

ให้บริการสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ (Screen Advertising) ที่มีจุดเด่นด้านการสร้าง Brand Engagement สูงสุด เนื่องจากผู้ชมอยู่ในห้องมืด มีสมาธิจดจ่อกับจอภาพขนาดยักษ์และระบบเสียงรอบทิศทาง ไม่มีปุ่มกดข้ามโฆษณา นอกจากนี้ยังรวมถึงสื่อดิจิทัลในพื้นที่โถงโรงภาพยนตร์ (Digital Signage), การตั้งบูธกิจกรรมส่งเสริมการขาย, สิทธิ์การเป็นผู้สนับสนุนชื่อโรงภาพยนตร์ (Naming Rights เช่น Krungsri IMAX, Mastercard Cinema), และการจัดงานสัมมนาเปิดตัวสินค้าหรือเช่าเหมาโรงภาพยนตร์

4. ธุรกิจโบว์ลิ่ง คาราโอเกะ และลานสเก็ตน้ำแข็ง — สัดส่วน 7% ของรายได้

ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Blu-O Rhythm & Bowl และ Sub-Zero Ice Skate Club มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ประสบการณ์สันทนาการระดับพรีเมียมเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษา กลุ่มคนทำงาน และการจัดงานสังสรรค์ขององค์กรธุรกิจ (Corporate Events)

5. ธุรกิจพื้นที่เช่าและบริการ (Retail Space & Community Malls) — สัดส่วน 5% ของรายได้

บริหารพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ในอาคารสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ของบริษัท เช่น Major Cineplex รัชโยธิน, รังสิต, ปิ่นเกล้า, และสุขุมวิท โดยมีผู้เช่ารายย่อยเป็นร้านอาหารชื่อดัง ธนาคาร ฟิตเนส และร้านค้าไลฟ์สไตล์ สร้างกระแสเงินสดจากค่าเช่าที่สม่ำเสมอ (Recurring Income)

6. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ (Movie Content Production) — สัดส่วน 3% ของรายได้

ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทย่อย M Studio (ปรับโครงสร้างจาก MPIC) โดยร่วมมือกับพันธมิตรผู้สร้างคอนเทนต์ชั้นนำ ทั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 (BEC), เวิร์คพอยท์ (WORK) และผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ เพื่อสร้างสรรค์ภาพยนตร์ไทยป้อนเข้าสู่โรงภาพยนตร์ เช่น ธี่หยด, สัปเหร่อ, นาคี, อนงค์ สร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้นจากส่วนแบ่งตั๋ว การขายลิขสิทธิ์สตรีมมิง และการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ

ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง (Moat Analysis): MAJOR ครอบครองจุดยุทธศาสตร์ (Prime Locations) ในศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มเซ็นทรัล, เดอะมอลล์, สยามพิวรรธน์ และคอมมูนิตี้มอลล์ท้องถิ่น ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่แทบไม่สามารถเข้ามาแข่งขันสร้างโรงภาพยนตร์ในทำเลเดียวกันได้ (High Barriers to Entry) ผนวกกับการเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายหลักที่ค่ายภาพยนตร์ระดับโลกจำเป็นต้องพึ่งพา

4. ผลประกอบการ / Financial Performance

ประวัติผลการดำเนินงานงวดปี FY2023 – FY2025 และงวด 1H2026 สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2026

โครงสร้างรายได้และกำไรสุทธิของ MAJOR ในช่วงปี 2566 – 2568 ได้ผ่านพ้นช่วงการฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 และเข้าสู่การปรับสมดุล โดยในปี 2566 มีรายได้รวม ฿8,551.30 ล้านบาท และกำไรสุทธิ ฿1,063.65 ล้านบาท จากการกลับมาของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์และการขายเงินลงทุนบางส่วน ต่อมาในปี 2567 และ 2568 รายได้รวมทรงตัวที่ ฿7,766.50 ล้านบาท และ ฿7,631.34 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ ฿770.92 ล้านบาท และ ฿631.24 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดได้รับผลกระทบจากการประท้วงของกลุ่มนักเขียนและนักแสดงในสหรัฐฯ (SAG-AFTRA Strike) ทำให้กำหนดการฉายภาพยนตร์หลายเรื่องต้องเลื่อนออกไป

รายได้รวม, EBITDA และกำไรสุทธิ (FY2023 – TTM)
อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Margins Trend)
ที่มา: คำนวณจากงบการเงินรวมของ MAJOR ตามที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
รายการทางการเงิน (ล้านบาท)FY2023FY2024FY20251H20251H2026TTM (มิ.ย. 26)
รายได้จากการขายและบริการ8,551.307,766.507,631.343,620.003,207.517,218.85
EBITDA2,650.902,283.402,098.601,020.00885.001,980.50
กำไรสุทธิ (ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่)1,063.65770.92631.24157.70147.79621.33
อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)34.5%33.2%32.8%31.5%32.1%32.4%
อัตรากำไร EBITDA (EBITDA Margin)31.0%29.4%27.5%28.2%27.6%27.4%
อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)12.4%9.9%8.3%4.35%4.55%8.6%
กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (EPS - บาท)1.190.920.890.220.210.91
เปรียบเทียบผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก (1H2025 vs 1H2026)

ข้อสังเกตต่องวด 1H2026: รายได้รวมในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ปรับตัวลดลง -11.4% YoY สู่ระดับ ฿3,207.51 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีภาพยนตร์ไทยทำเงินเกิน ฿300 ล้านบาทเหมือนในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยที่ ฿147.79 ล้านบาท (-6.3% YoY) และ Net Profit Margin ปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.35% เป็น 4.55% สะท้อนถึงประสิทธิผลของการควบคุมค่าใช้จ่ายผ่านระบบอัตโนมัติ

5. งบแสดงสถานะการเงิน / Balance Sheet

โครงสร้างสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี FY2023 – 30 มิ.ย. 2026

MAJOR มีโครงสร้างฐานะการเงินที่มั่นคง สินทรัพย์รวม ณ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ ฿12,405.50 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสินทรัพย์สิทธิการใช้ (Right-of-Use Assets ตามมาตรฐาน TFRS 16) จากการทำสัญญาเช่าพื้นที่โรงภาพยนตร์ระยะยาวในศูนย์การค้า, ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (PPE) ระบบเครื่องฉายภาพยนตร์ดิจิทัลเลเซอร์, และเงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อย ในขณะที่โครงสร้างหนี้สินรวมอยู่ที่ ฿7,835.73 ล้านบาท ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งคือหนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liabilities) ที่มิใช่เงินกู้ยืมสถาบันการเงินโดยตรง

โครงสร้างฐานะทางการเงิน (Assets = Liabilities + Equity)
รายการงบดุล (ล้านบาท)FY2023FY2024FY202530 มิ.ย. 2026
สินทรัพย์หมุนเวียนรวม2,450.122,180.452,050.181,985.40
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนรวม (PPE + ROU)11,975.8311,858.5810,688.3510,420.10
สินทรัพย์รวม (Total Assets)14,425.9514,039.0312,738.5312,405.50
หนี้สินหมุนเวียนรวม4,120.304,350.123,980.454,150.25
หนี้สินไม่หมุนเวียนรวม4,193.504,333.553,832.393,685.48
หนี้สินรวม (Total Liabilities)8,313.808,683.677,812.847,835.73
ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่5,990.885,209.314,834.784,476.37
ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม121.27146.0590.9193.40
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (Total Equity)6,112.155,355.364,925.694,569.77
มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS - บาท)6.706.256.636.56

6. หนี้สินและภาระผูกพัน / Leverage

วิเคราะห์อัตราส่วนหนี้สิน การดำรงเงื่อนไขทางการเงิน และสภาพคล่อง

ความเข้าใจผิดทั่วไปของนักลงทุนที่มีต่อ MAJOR คือตัวเลขอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total D/E) ที่ดูเหมือนสูงในระดับ 1.75 เท่า แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า หนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้สินตามสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าตามมาตรฐานบัญชี TFRS 16 ในขณะที่ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest-bearing Debt) อยู่ที่ ฿2,628 ล้านบาท คิดเป็น Net IB Debt / Equity เพียง 0.58 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินตามเงื่อนไขข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้ (Debt Covenant) อยู่ที่ 1.18 เท่า ซึ่งมีระยะห่างปลอดภัย (Buffer) สูงจากเกณฑ์เพดานจำกัดที่ไม่เกิน 1.50 เท่า

แนวโน้มอัตราส่วนหนี้สิน (IB D/E vs Net IB D/E)
อัตราส่วนทางการเงิน (Ratios)FY2023FY2024FY202530 มิ.ย. 2026เกณฑ์ควบคุม / เกณฑ์เฉลี่ย
หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Total D/E)1.39x1.67x1.62x1.75xต่ำกว่า 2.0x
หนี้สินมีภาระดอกเบี้ย / ทุน (IB Debt / Equity)0.55x0.60x0.54x0.68xเกณฑ์มาตรฐานสากล
หนี้สินมีภาระดอกเบี้ยสุทธิ / ทุน (Net IB D/E)0.38x0.45x0.46x0.58xต่ำกว่า 1.0x ปลอดภัยสูง
Covenant D/E Ratio (ข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้)1.02x1.10x1.06x1.18xไม่เกิน 1.50x (ผ่านเกณฑ์)
ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage)8.5x7.2x6.8x6.2xกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

7. สัดส่วนธุรกิจ / Segments

โครงสร้างสัดส่วนรายได้จากการดำเนินงานจำแนกตามสายธุรกิจหลัก

แม้ว่ารายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ยังคงเป็นสัดส่วนหลักที่ 50% ของรายได้รวม แต่หัวใจสำคัญของการทำกำไรและกระแสเงินสดกลับอยู่ที่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Ancillary Businesses) โดยเฉพาะธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม (Concession) ที่สร้างรายได้ถึง 23% และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า 65% ตามด้วยธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ 12% ซึ่งเป็นรายได้ที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงเกือบทั้งหมด

สัดส่วนโครงสร้างรายได้ตามกลุ่มธุรกิจ (Revenue Split)
ที่มา: รายงานประจำปี 56-1 One Report บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)
กลุ่มธุรกิจ (Business Segments)สัดส่วน (%)ลักษณะของรายได้บทบาทเชิงกลยุทธ์
1. โรงภาพยนตร์ (Cinema Admissions)50%รายได้ค่าตั๋ว แบ่งส่วนแบ่งกับค่ายหนัง 50:50Traffic Builder ดึงดูดผู้ชมเข้าสู่โรงภาพยนตร์
2. อาหารและเครื่องดื่ม (Concession)23%ขายป๊อปคอร์น เครื่องดื่ม ในและนอกโรงหนังHigh-Margin Cash Cow เสริมมาร์จิ้นรวม
3. สื่อโฆษณา (Screen & Media)12%โฆษณาบนจอก่อนฉายหนัง, Digital ScreensHigh EBITDA Margin, สร้างกำไรสม่ำเสมอ
4. โบว์ลิ่งและสันทนาการ (Blu-O)7%ค่าเกมโบว์ลิ่ง คาราโอเกะ สเก็ตน้ำแข็ง อาหารLifestyle & Corporate Event Center
5. พื้นที่เช่าและบริการ (Retail Space)5%ค่าเช่าร้านค้าในอาคารสแตนด์อโลนRecurring Income กระแสเงินสดมั่นคง
6. สร้างและจำหน่ายภาพยนตร์ (M Studio)3%ส่วนแบ่ง Box Office, ขายลิขสิทธิ์สตรีมมิงHigh Upside Potential เมื่อมีหนังทำเงิน

8. ประวัติการจ่ายเงินปันผล / Dividend History

สถิติเงินปันผลย้อนหลัง อัตราผลตอบแทน และนโยบายการจัดสรรผลกำไร

MAJOR มีประวัติการจ่ายเงินปันผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอมาตลอดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี ในปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผล ฿0.25 ต่อหุ้น (ขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือน เม.ย. 2569) และคาดการณ์การจ่ายเงินปันผลปี 2569 ที่ประมาณ ฿0.28 ต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับ 3.5% – 4.0%

เงินปันผลต่อหุ้น (DPS: FY2023 – 2026E)
ที่มา: สถิติสิทธิประโยชน์ผู้ถือหุ้น Settrade และประมาณการบทวิเคราะห์หลักทรัพย์
รอบปีบัญชีเงินปันผลต่อหุ้น (DPS - บาท)อัตราการจ่ายปันผล (Payout Ratio)Dividend Yieldวันขึ้นเครื่องหมาย XD
FY2023 (2566)0.75 บาท63.0%5.20%มี.ค. 2567 / ส.ค. 2566 (มีปันผลพิเศษ)
FY2024 (2567)0.20 บาท42.5%2.85%18 เม.ย. 2568
FY2025 (2568)0.25 บาท44.2%3.47%17 เม.ย. 2569
2026E (คาดการณ์)0.28 บาท45.0%3.78%เม.ย. 2570 (ประมาณการ)

9. การเปรียบเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรม / Peer Comparison

เปรียบเทียบการประเมินมูลค่า ตัวชี้วัดทางการเงิน และความสามารถในการทำกำไรเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มสื่อและบันเทิง

เมื่อนำ MAJOR มาเปรียบเทียบกับบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มสื่อ โฆษณา และความบันเทิงในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ PLANB (ผู้นำสื่อนอกบ้าน Out-of-Home), ONEE (ผู้ผลิตคอนเทนต์และความบันเทิงครบวงจร), BEC (ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์ช่อง 3), และ WORK (เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์) พบว่า MAJOR มีความโดดเด่นอย่างมากในมิติของการประเมินมูลค่า (Valuation Discount) โดยซื้อขายด้วย P/E เพียง 8.12 เท่า ต่ำที่สุดในกลุ่ม และ P/BV เพียง 1.13 เท่า

เปรียบเทียบมูลค่าตลาด (Market Cap) และ P/E กับคู่แข่งในอุตสาหกรรม
หลักทรัพย์ราคาหุ้น (บาท)Market Cap (ล้านบาท)P/E (เท่า)P/BV (เท่า)Dividend YieldEBITDA Margin
MAJOR7.405,048.648.12x1.13x3.47%27.4%
PLANB7.7535,652.0031.09x3.85x1.95%38.2%
ONEE2.846,860.0013.05x0.98x4.10%22.5%
BEC1.873,860.0024.50x0.82x2.45%18.4%
WORK3.361,483.64— (ขาดทุน)0.36x—9.5%

10. มุมมองอนาคตและตัวเร่ง / Outlook & Catalysts

ปัจจัยหนุนเชิงบวก หมุดหมายสำคัญ และแผนการเติบโตในระยะ 12-24 เดือนข้างหน้า

ทิศทางธุรกิจของ MAJOR ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และต่อเนื่องไปยังปี 2570 มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขับเคลื่อนด้วยแรงส่ง 4 มิติหลัก:

11. ปัจจัยเสี่ยงและการบริหารจัดการ / Risk Factors

การประเมิน 6 มิติความเสี่ยงสำคัญ สัญญาณเตือนเชิงปริมาณ (Observable Triggers) และมาตรการบรรเทา
มิติความเสี่ยง (Risk Dimension)สัญญาณเตือนเชิงปริมาณ (Trigger)ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมาตรการบรรเทาความเสี่ยงเชิงรุก (Mitigation)
1. ความผันผวนของหน้าหนัง (Box Office Volatility)รายได้ภาพยนตร์ Top 5 ประจำไตรมาสต่ำกว่าเป้าหมาย 15% ติดต่อกัน 2 ไตรมาสรายได้ค่าตั๋วและยอดจำหน่ายป๊อปคอร์นหน้าโรงภาพยนตร์ชะลอตัวลงร่วมทุนผลิตภาพยนตร์ไทยคุณภาพผ่าน M Studio เพื่อคุมทิศทางคอนเทนต์ และจัดอีเวนต์ Alternative Content เช่น คอนเสิร์ต แข่งขัน E-Sports
2. การแข่งขันจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง (OTT Platforms)Theatrical Window หดสั้นลงต่ำกว่า 45 วันหลังฉายในโรงภาพยนตร์พฤติกรรมผู้บริโภครอชมภาพยนตร์ที่บ้านยกระดับประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากบ้าน เช่น IMAX Laser, 4DX, ScreenX และระบบเสียงสมจริง
3. ภาวะกำลังซื้อและหนี้ครัวเรือนในประเทศอัตราการเข้าชมเฉลี่ยต่อที่นั่ง (Occupancy Rate) ต่ำกว่า 15% ในสาขาต่างจังหวัดผู้บริโภคปรับลดค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิงฟุ่มเฟือยกลยุทธ์บัตรสมาชิก M Pass รายเดือนเพื่อล็อกค่าใช้จ่ายรายปี, ตั๋วราคาพิเศษ Movie Day วันพุธ, และโปรโมชันสำหรับนักเรียนนักศึกษา
4. ต้นทุนค่าเช่าและภาระ TFRS 16 ในศูนย์การค้าสัดส่วนค่าเช่าและบริการเทียบรายได้โรงภาพยนตร์สูงเกิน 22%กดดันอัตรากำไรจากการดำเนินงานและกระแสเงินสดสุทธิเจรจาสัญญาเช่าแบบผันแปรตามยอดขาย (Revenue Sharing) กับผู้พัฒนาศูนย์การค้า และปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร
5. ต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำและพลังงานไฟฟ้าค่าไฟฟ้าและต้นทุนสาขาต่อหน่วยเพิ่มขึ้นเกิน 10% YoYต้นทุนคงที่ในการเปิดเครื่องปรับอากาศและเครื่องฉายภาพยนตร์สูงขึ้นติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปในสาขาสแตนด์อโลน, เปลี่ยนระบบเครื่องฉายเป็น Laser Projector ประหยัดไฟ, และใช้ระบบ Autogate คุมพนักงาน
6. ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ Concessionราคาเมล็ดข้าวโพดนำเข้า (Non-GMO Corn) ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 20%อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มลดลงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และบริหารคลังสินค้าเมล็ดข้าวโพดอย่างมีประสิทธิภาพ

12. การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค / SWOT Analysis

การประเมินศักยภาพเชิงกลยุทธ์ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกองค์กร

Strengths (จุดแข็ง)

  • ผู้นำตลาดเบ็ดเสร็จ (Dominant Market Leader): ครองมาร์เก็ตแชร์โรงภาพยนตร์ในไทยมากกว่า 70% ครอบคลุมทำเลทองทั่วประเทศ
  • ความแข็งแกร่งของแบรนด์ Popcorn: เป็นที่ยอมรับสูงในฐานะสัญลักษณ์แห่งความเพลิดเพลิน สร้าง Gross Margin สูงเกิน 65%
  • โครงสร้างการดำเนินงานแบบ Lean: การใช้ระบบ Smart Ticket & Autogate 100% ทำให้ลดค่าใช้จ่ายพนักงานได้อย่างถาวร
  • ฐานะการเงินระดับแข็งแกร่ง: หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่ำ Net IB D/E เพียง 0.58 เท่า ปลอดภัยต่อข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้

Weaknesses (จุดอ่อน)

  • ความผันผวนตามคุณภาพคอนเทนต์ (Content-driven): ผลการดำเนินงานรายไตรมาสขึ้นอยู่กับความสำเร็จของภาพยนตร์ที่เข้าฉาย
  • ต้นทุนคงที่ระดับสูง (High Operating Leverage): ค่าเสื่อมราคาและค่าเช่าพื้นที่โรงภาพยนตร์เป็นต้นทุนคงที่ ต้องพึ่งพาปริมาณผู้ชม
  • สัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังสูง: แม้จะขยายป๊อปคอร์นและสื่อ แต่รายได้ 50% ยังคงผูกกับตั๋วชมภาพยนตร์
  • อำนาจต่อรองกับค่ายหนังฮอลลีวูดจำกัด: ต้องแบ่งรายได้ตั๋วชมภาพยนตร์ให้กับสตูดิโอต่างประเทศในอัตราประมาณ 50%

Opportunities (โอกาส)

  • การเติบโตของ Popcorn Out-Cinema: โอกาสขยายตัวในตลาด Modern Trade ทั่วประเทศ และส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
  • การผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์ไทยผ่าน M Studio: ยกระดับภาพยนตร์ไทยสู่ Soft Power ระดับภูมิภาค สร้างส่วนแบ่งกำไรสูงกว่า
  • การขยายสาขาในหัวเมืองรองและ CLMV: การเติบโตของเมืองในต่างจังหวัดและศูนย์การค้าใหม่ในกัมพูชาและลาว
  • Alternative Content & Fan Meets: ใช้โรงภาพยนตร์จัดคอนเสิร์ตสด ถ่ายทอดสดกีฬา และงานแฟนมีตติ้งศิลปิน K-Pop/T-Pop

Threats (อุปสรรค)

  • การแข่งขันจากสตรีมมิงออนไลน์ (OTT Platforms): การพัฒนาของเทคโนโลยีโฮมเธียเตอร์และแพลตฟอร์มรับชมที่บ้าน
  • กำลังซื้อผู้บริโภคและหนี้ครัวเรือนในประเทศ: ความระมัดระวังในการใช้จ่ายสินค้าและบริการเพื่อความบันเทิงฟุ่มเฟือย
  • ต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า: การปรับขึ้นของค่า Ft และอัตราค่าไฟฟ้าส่งผลต่อต้นทุนการเปิดโรงภาพยนตร์
  • ความล่าช้าของตารางฉายภาพยนตร์ระดับโลก: ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบต่อการผลิตภาพยนตร์ในฮอลลีวูด

13. มุมมองนักลงทุนและการประเมินมูลค่า / Investor View

แบบจำลองสถานการณ์การลงทุน (Scenario Valuation) และปัจจัยติดตามสำคัญ

Bull Case — ฿10.50 (+41.9%)

  • สมมติฐานหลัก: ภาพยนตร์ไทยสร้างสถิติรายได้ใหม่ต่อเนื่อง และหนัง Hollywood ฟอร์มยักษ์ 2H26 กวาดรายได้ตามเป้า
  • ยอดขาย Popcorn Out-Cinema: ขยายตัวทะลุ +30% ใน 7-Eleven หนุนอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 35.0%
  • ผลประกอบการ: กำไรสุทธิปี 2569E แตะ ฿820 ล้านบาท (EPS ฿1.20)
  • การประเมินมูลค่า: Forward P/E 8.75x, Dividend Yield คาดการณ์ 5.5%

Base Case — ฿9.04 (+22.2%)

  • สมมติฐานหลัก: ผลการดำเนินงานฟื้นตัวตามประมาณการเฉลี่ยของ IAA Consensus จากภาพยนตร์ 2H2026
  • ยอดขาย Popcorn Out-Cinema: เติบโตตามแผนงาน 15-20% และคุม SG&A ผ่าน Autogate ต่อเนื่อง
  • ผลประกอบการ: กำไรสุทธิปี 2569E อยู่ที่ ฿710-730 ล้านบาท (EPS ฿1.05)
  • การประเมินมูลค่า: Forward P/E 8.6x สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยโบรกเกอร์, Dividend Yield 4.5%

Bear Case — ฿6.20 (-16.2%)

  • สมมติฐานหลัก: กำลังซื้อชะลอตัวลากยาว กระทบต่อยอดขายตั๋วและสันทนาการในต่างจังหวัด
  • ปัจจัยกดดัน: ภาพยนตร์ทำรายได้ต่ำกว่าคาด และต้นทุนค่าพลังงานกดดันมาร์จิ้น
  • ผลประกอบการ: กำไรสุทธิปี 2569E ชะลอตัวลงสู่ ฿520 ล้านบาท (EPS ฿0.76)
  • การประเมินมูลค่า: Forward P/E 8.1x, Dividend Yield 3.5%

เช็กลิสต์ติดตามสถานการณ์เชิงปริมาณสำหรับนักลงทุน (Monitoring Checklist)