เขียนโดย HypeTimes Staff · ข้อมูล ณ
สรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
ภาพรวมธุรกิจ ผลประกอบการ 1H2026 สัญญาณการฟื้นตัว 2Q26 และข้อสรุปการลงทุน — ข้อมูล ณ 5 ต.ค. 2026
ราคาหุ้น · มูลค่าตลาด
฿6.65 · ฿87,455 ล้าน
รายได้ดำเนินงาน 1H2026
฿33,917 ล้าน
EBITDA 1H2026 (EST.)
฿6,134 ล้าน (18.1%)
กำไรสุทธิ 1H2026 (ส่วนแม่)
฿2,998 ล้าน
2Q26 กำไรฟื้นตัวแกร่ง +14.0% YoY สู่ ฿1,594M
(MD&A 2Q26)การประเมินมูลค่า (P/E · P/BV)
14.52x · 3.31x
DIVIDEND YIELD · ESG RATING
Yield 5.71% · AA
ปันผลระหว่างกาล 1H26 ฿0.16 (จ่าย 22 ก.ย. 26)
(Settrade)ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์: ผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดแล้ว 2Q26 พลิกฟื้นเด่น (+14% YoY) หนุนด้วย Gross Margin ขยายตัวแตะ 27.73% จากสินค้า Private Brand และโมเดล Hybrid Store
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (HMPRO) แสดงความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการต้นทุนและส่วนผสมผลิตภัณฑ์ (Product Mix) อย่างโดดเด่นในไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิ 1,594.18 ล้านบาท (+13.99% YoY, +13.58% QoQ) แม้ว่ายอดขายรวมงวด 1H2026 จะชะลอตัวเล็กน้อยจากฐานที่สูงผิดปกติในไตรมาส 1/2568 (ผลจากมาตรการ Easy e-Receipt) แต่ HMPRO ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) และการขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้นสู่ระดับ 27.73% (+191 bps YoY) ผ่านการผลักดันสินค้ากลุ่ม Private Brand (อัตรากำไรสูงถึง 35-40%) และการเก็บเกี่ยวดอกผลจากสาขา Hybrid Store ที่ควบรวม HomePro และ Mega Home ไว้อย่างลงตัว
5 แกนวิเคราะห์เชิงลึกสำหรับผู้บริหารและนักลงทุนสถาบัน:
- ความเป็นผู้นำเครือข่ายและระบบนิเวศการบริการ (Ecosystem Moat): ครอบครองเครือข่ายศูนย์รวมสินค้าเกี่ยวกับบ้านอันดับ 1 รวม 134 สาขา (HomePro 90 แห่ง, Mega Home 29 แห่ง, HomePro S 5 แห่ง, มาเลเซีย 8 แห่ง และ Hybrid Store 10 แห่ง) พร้อมทีมช่างมืออาชีพ “Home Service” กว่า 1,000 ทีม ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน เป็นคูเมืองสำคัญที่ช่องทางออนไลน์หรือ E-Commerce จีนไม่สามารถแย่งชิงได้ (HomePro Overview)
- พลังขับเคลื่อนมาร์จิ้นจาก Private Brand: พอร์ตโฟลิโอตราสินค้าเฉพาะกว่า 36 แบรนด์ (อาทิ MOYA, TARA, MATALL, FITT, HLS, CARINI) มียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 21.5% ของยอดขายรวม โดยมีเป้าหมายผลักดันสู่ 25% ภายในปี 2570 ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มี Gross Margin สูงกว่าสินค้าผู้จัดจำหน่ายภายนอกถึง 1,300–1,500 bps (MD&A 2Q26)
- ความต้องการซ่อมแซมบูรณะบ้านหลังอุทกภัย (Post-Flood Tailwind): สถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือและภาคกลางตอนบนในช่วงปลายไตรมาส 3/2569 จะกลายเป็นปัจจัยเร่งผลักดันยอดขายสินค้ากลุ่มบูรณะ ซ่อมแซม สุขภัณฑ์ กระเบื้อง ปั๊มน้ำ สีทาบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าทดแทนในงวด 2H2026 (IAA Consensus)
- ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและกระแสเงินสดระดับ Cash Cow: วงจรเงินสดติดลบหรือใกล้ศูนย์ (Negative to Zero CCC) จากระยะเวลาเครดิตเจ้าหนี้การค้ากว่า 90–105 วัน หนุนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปีละกว่า 9,000–11,000 ล้านบาท อัตราส่วน Net IBD/Equity ต่ำเพียง 0.82 เท่า อยู่ต่ำกว่า Debt Covenant 2.00 เท่าอย่างปลอดภัย พร้อมอันดับเครดิต AA- จาก TRIS Rating (TRIS)
- Valuation อยู่ในโซน Undervalued พร้อม Dividend Yield สูง: ที่ระดับราคา ฿6.65 หุ้นซื้อขายบน P/E เพียง 14.52 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 5 ปี (18.5x–22.0x) ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 5.71% ต่อปี พร้อมโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (SET Factsheet)
สรุปมุมมอง 3 สถานการณ์ (Bull / Base / Bear Scenarios)
Bull Case — ฿9.00 (+35.3%)
- ดีมานด์ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม & มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมผลักดัน SSSG พลิกกลับมาเป็นบวกแข็งแกร่ง +4.0% ถึง +5.5%
- สัดส่วน Private Brand ทะลุ 24%: หนุน Gross Margin สู่ 28.5% และกำไรสุทธิปี 2569 ทะลุ 6,600 ล้านบาท
- Valuation Re-rating: ตลาดปรับ P/E ขึ้นสู่ 19.5x อิงราคาเป้าหมายสูงสุดของ บล.หยวนต้า (฿9.20) (Settrade)
Base Case (เป้าหมายหลัก) — ฿7.60 (+14.3%)
- การฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป: SSSG ทรงตัวถึงบวกอ่อนๆ 0% ถึง +2.0% ในครึ่งปีหลัง รายได้รวมปี 2569 เติบโต 2–4% YoY
- GPM เฉลี่ยยืนเหนือ 27.5%: การคุมต้นทุนและโมเดล Hybrid Store หนุนกำไรสุทธิปี 2569 โตแตะ 6,200 ล้านบาท
- Valuation Multiple: อิง P/E อนุรักษนิยม 16.5x (สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย IAA Consensus ของสมาคมนักวิเคราะห์ที่ ฿7.59–฿7.61) (Settrade)
Bear Case — ฿6.00 (-9.8%)
- ภาวะหนี้ครัวเรือนฉุดรั้งยาวนาน: หนี้ครัวเรือนเกิน 90% ฉุดกำลังซื้อสินค้าตกแต่งบ้านต่อเนื่อง SSSG หดตัว -3% ถึง -5%
- การแข่งขันตัดราคา: สงครามราคาวัสดุก่อสร้างและสินค้าออนไลน์บีบ GPM ลดลงเหลือ 26.2% กำไรสุทธิชะลอตัวเหลือ 5,500 ล้านบาท
- Multiple De-rating: P/E ถูกตรึงอยู่ที่ 13.0x แต่ยังมีเงินปันผลระดับ 5.8%–6.0% เป็นเกราะคุ้มกันราคาหุ้น (Settrade)
ข้อมูลบริษัทและ Factsheet
ข้อมูลตลาด ณ 5 ต.ค. 2026 และโครงสร้างบริษัทตามแบบแสดงรายการข้อมูล 56-1 One Report
MARKET CAPITALIZATION
฿87,455 M
52-WEEK HIGH / LOW
฿8.00 / ฿5.75
P/E (TTM) · P/BV
14.52x · 3.31x
FREE FLOAT
72.88%
การกระจายหุ้นรายย่อยดีเยี่ยม
(SET)SET ESG RATING · CG
AA · 5 ดาว
CREDIT RATING
AA- / Stable
ตารางแสดงข้อมูลนิติบุคคล โครงสร้างทุน และข้อมูลทางการค้าของ HMPRO — ที่มา: SET Factsheet และแบบ 56-1 One Report| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|
| ชื่อภาษาไทย / อังกฤษ | บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) / Home Product Center Public Company Limited |
| สัญลักษณ์หลักทรัพย์ / ตลาดรอง | HMPRO (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย — SET) / SET50 / SET100 / SETWB / SETESG |
| กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ | บริการ (Services) / พาณิชย์ (Commerce) |
| วันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ | 30 ตุลาคม 2544 (ราคาพาร์ปัจจุบัน: 1.00 บาท) |
| ทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว | 13,151,198,025 บาท (หุ้นสามัญ 13,151,198,025 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาท) |
| โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ | 1. บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH 30.23%) 2. บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (QH 19.83%) 3. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR 7.18%) |
| คณะผู้บริหารสำคัญ | นายอนันต์ อัศวโภคิน (ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ), นายวีรพันธ์ อังสุมาลี (กรรมการผู้จัดการ) |
| ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ | เลขที่ 31 ถนนประชาชื่น-นนทบุรี ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000 |
| ข้อจำกัดการถือหุ้นต่างด้าว (Foreign Limit) | 30.00% (สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติผ่าน NVDR และตามจริงอยู่ในกรอบที่กำหนด) |
| ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต | บริษัท สำนักงาน อีวาย จำกัด (EY Office Limited) — ความเห็นแบบไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) |
| เว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์ | https://hmpro.listedcompany.com |
ลักษณะธุรกิจ (Business Overview)
เจาะลึก 4 รูปแบบร้านค้า ยุทธศาสตร์ Hybrid Store พอร์ตสินค้า Private Brand และระบบนิเวศบริการ Home Service — ข้อมูล ณ ต.ค. 2026
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 ภายใต้การร่วมทุนระหว่าง บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) และ บมจ. ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) โดยเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง และซ่อมแซมบ้านในรูปแบบ Modern Trade เจ้าแรกของประเทศไทย ปัจจุบันครอบครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) อันดับ 1 ในกลุ่ม Home Improvement ของประเทศ โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 4 ช่องทางหลักและระบบนิเวศบริการครบวงจร (Company Overview)
- โฮมโปร (HomePro Standard Format): 90 สาขา พื้นที่ขาย 6,000–10,000 ตร.ม. ศูนย์รวมสินค้าปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ เจาะกลุ่มเจ้าของบ้านระดับกลาง-บน (B2C) พร้อมพื้นที่เช่าร้านค้า
- เมกาโฮม (Mega Home): 29 สาขา พื้นที่ขาย 8,000–15,000 ตร.ม. ค้าส่ง-ปลีกวัสดุก่อสร้าง เหล็ก ปูน หลังคา อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และเครื่องมือช่าง เจาะกลุ่มช่าง ผู้รับเหมา และโครงการ (B2B)
- โฮมโปร เอส (HomePro S): 5 สาขา พื้นที่ขาย 800–1,500 ตร.ม. ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าใจกลางเมือง เน้นสินค้าของใช้จำเป็น อุปกรณ์ซ่อมแซมพื้นฐาน และจุด Click & Collect
- ไฮบริดสโตร์ (Hybrid Store): 10 แห่ง (รวมในยอด) นวัตกรรมโมเดลรวม HomePro และ MegaHome ไว้ในคอมเพล็กซ์เดียวกัน ลด Capex ลง 15–20% แชร์ระบบโลจิสติกส์ และตอบโจทย์ทั้ง B2C + B2B พร้อมกัน
- โฮมโปร มาเลเซีย (HomePro Malaysia): 8 สาขา ขยายสู่ต่างประเทศในย่านกัวลาลัมเปอร์และสลังงอร์ สร้างชื่อเสียงแบรนด์ไทยในระดับภูมิภาคอาเซียน
2. กลยุทธ์สินค้าตราสินค้าเฉพาะ (Private Brand Portfolio) พลังขับเคลื่อนอัตรากำไร
HMPRO มีพอร์ตสินค้า Private Brand มากกว่า 36 แบรนด์ ครอบคลุมกว่า 1,000–2,000 SKUs:
- แบรนด์เด่นในพอร์ต: MOYA (สุขภัณฑ์/ก๊อกน้ำ), TARA (กระเบื้องเซรามิก), MATALL (เครื่องมือช่างคุณภาพสูง), FITT (อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์), HLS (ผ้าม่าน ที่นอน เคหะสิ่งทอ), CARINI (โคมไฟ/ระบบแสงสว่าง), ZAGIO (อุปกรณ์ก่อสร้าง) (HomePro Brands)
- ความได้เปรียบด้านส่วนต่างกำไร (Margin Spread): สินค้า Private Brand มี Gross Margin สูงถึง 35.0% – 40.0% เทียบกับสินค้าแบรนด์ภายนอกที่มี Gross Margin 22.0% – 25.0% มีส่วนต่างสูงกว่าถึง 1,300–1,500 bps
- สัดส่วนยอดขาย: งวด 1H2026 สัดส่วนยอดขาย Private Brand อยู่ที่ 21.5% ของยอดขายรวม วางเป้าหมายสู่ 25.0%+ ภายในปี 2570 ซึ่งทุกๆ สัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 1% จะช่วยหนุน Blended GPM ขึ้นราว 12–15 bps
3. ระบบนิเวศบริการครบวงจร (Home Service Ecosystem & Total Solutions)
คูเมืองธุรกิจที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก คือบริการหลังการขายและงานช่าง ภายใต้แบรนด์ “Home Service by HomePro”:
- แอปพลิเคชัน Home Service: บริการจองคิวช่างผ่านโมบายล์แอปกว่า 80 บริการ เช่น ล้างแอร์ ล้างเครื่องซักผ้า ล้างแท็งก์น้ำ ซ่อมแซมระบบประปา-ไฟฟ้า ฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
- บริการออกแบบ 3D Design: ออกแบบห้องน้ำ ห้องครัว เสมือนจริงด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 3 มิติ พร้อมทีมช่างติดตั้งรับประกันผลงาน
- ศูนย์ฝึกอบรม HomePro Academy: ฝึกอบรมช่างฝีมือตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ แก้ไข Pain Point เรื่องช่างทิ้งงานได้อย่างสมบูรณ์
4. รายได้จากค่าเช่าและพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Rental & Commercial Space)
HMPRO บริหารพื้นที่เช่าภายในศูนย์โฮมโปรกว่า 200,000 ตร.ม. ทั่วประเทศ โดยงวด 1H2026 มีรายได้ค่าเช่าและบริการอยู่ที่ 1,489.17 ล้านบาท (GPM สูงกว่า 50–55%) ผู้เช่าประกอบด้วย Villa Market, Tops, Starbucks, MK, ธนาคารพาณิชย์ ช่วยสร้าง Recurring Cash Flow ที่มีเสถียรภาพและดึงดูดทราฟฟิกเข้าศูนย์อย่างสม่ำเสมอ (MD&A 2Q26)
5. ระบบโลจิสติกส์และ Omnichannel Fulfillment
ศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติ (Distribution Center: DC) วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่กว่า 100,000 ตร.ม. พร้อมระบบ ASRS และระบบ Cross-Docking เชื่อมต่อออนไลน์-ออฟไลน์ รองรับบริการ Click & Collect รับสินค้าภายใน 1 ชั่วโมง และ Same-Day Delivery ส่งและติดตั้งภายในวันเดียวกัน
วิเคราะห์รายได้ กำไรสุทธิ อัตรากำไรย้อนหลัง FY2023–1H2026 และงวด 12 เดือนย้อนหลัง (TTM) — ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 2026
รายได้รวม, EBITDA และกำไรสุทธิ — FY2023 → TTM มิ.ย. 2026 (หน่วย: ล้านบาท)
อัตรากำไร EBITDA Margin และ Net Profit Margin — FY2023 → TTM มิ.ย. 2026 (%)
ตารางเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน: 1H2025 vs 1H2026
เปรียบเทียบผลประกอบการ 1H2025 vs 1H2026 — แหล่งข้อมูล: MD&A 2Q26| รายการทางการเงิน (ล้านบาท) | 1H2025 (6M) | 1H2026 (6M) | เปลี่ยนแปลง YoY | ข้อสังเกตและคำอธิบายเชิงวิเคราะห์ |
|---|
| รายได้จากการขายสินค้าสัญญา | 33,148.65 | 32,159.20 | -2.99% | ฐานสูงจากมาตรการ Easy e-Receipt ใน 1Q25 ก่อนฟื้นตัวเด่นใน 2Q26 |
| รายได้ค่าเช่าและบริการ | 1,428.12 | 1,489.17 | +4.28% | Occupancy Rate พื้นที่เช่า 95% พร้อมการปรับค่าเช่าตามสัญญา |
| รายได้จากการดำเนินงานรวม | 34,812.17 | 33,917.41 | -2.57% | รายได้รวมยังยืนเหนือ 3.39 หมื่นล้านบาทอย่างมั่นคง |
| ต้นทุนขายสินค้า | 24,625.30 | 23,332.10 | -5.25% | ต้นทุนลดลงจากการบริหาร Product Mix และเพิ่มสินค้า Private Brand |
| กำไรขั้นต้นจากการขาย (Gross Profit) | 8,523.35 | 8,827.10 | +3.56% | GPM จากการขายเพิ่มขึ้นจาก 25.71% สู่ 27.45% (+174 bps) |
| EBITDA (Est.) | 6,020.15 | 6,134.40 | +1.90% | EBITDA Margin ขยายตัวขึ้นสู่ 18.09% (จาก 17.30% ใน 1H25) |
| กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ | 3,106.10 | 2,998.15 | -3.47% | แม้ 1H26 ลดลงเล็กน้อย แต่ 2Q26 พลิกบวกแข็งแกร่ง +13.99% YoY |
เปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน: 1H2025 vs 1H2026 (หน่วย: ล้านบาท)
งบแสดงสถานะการเงิน (Balance Sheet)
วิเคราะห์คุณภาพสินทรัพย์ โครงสร้างเงินทุน และสภาพคล่องทางการเงิน — ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 2026
โครงสร้างสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น (FY2023 → 30 มิ.ย. 2026) — หน่วย: ล้านบาท
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 67,514.28 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 25,872.45 ล้านบาท โดยมีที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สุทธิ (PP&E) มูลค่ากว่า 38,620 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 57.2% ของสินทรัพย์รวม สะท้อนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารสาขาที่มีมูลค่าทางบัญชีต่ำกว่ามูลค่าตลาดจริงในปัจจุบันอย่างมาก (Financial Statements)
หนี้สินและเลเวอเรจ (Leverage)
วิเคราะห์ภาระหนี้สิน ความสามารถในการชำระหนี้ และอัตราส่วนทางการเงิน — ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 2026
อัตราส่วนเลเวอเรจทางการเงิน: Total D/E และ Net IBD/Equity (FY2023 → 1H2026)
อัตราส่วน Net IBD/Equity ณ สิ้น 2Q26 อยู่ที่ 0.82 เท่า ต่ำกว่าข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ (Debt Covenant) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2.00 เท่าอย่างปลอดภัย ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage) สูงถึง 11.8 เท่า และมีอันดับเครดิตองค์กรระดับ AA- / Stable จาก TRIS Rating ช่วยให้บริษัทมีต้นทุนการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ต่ำกว่า 3.0% ต่อปี (TRIS)
สัดส่วนธุรกิจ (Segments)
โครงสร้างรายได้จำแนกตามแบรนด์ร้านค้า และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ — ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 2026
สัดส่วนรายได้จากการดำเนินงานจำแนกตามแบรนด์ร้านค้า (1H2026)
แบรนด์ HomePro ยังคงเป็นเสาหลักที่สร้างสัดส่วนรายได้ 78% และมีอัตรากำไรขั้นต้นระดับ 28.5–30.0% ขณะที่ Mega Home มีสัดส่วน 19% และสาขาในมาเลเซียมีสัดส่วน 3% ด้านโครงสร้างสินค้า Hard-line คิดเป็น 58% และ Soft-line คิดเป็น 42% (Company IR)
ประวัติปันผล (Dividend History)
ประวัติการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น อัตราการจ่าย (Payout Ratio) และนโยบายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น — ข้อมูล ณ 5 ต.ค. 2026
เงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ปี 2023–2026E (หน่วย: บาท/หุ้น)
HMPRO เป็นหุ้นปันผลคุณภาพสูงที่จ่ายปันผลต่อเนื่องสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้งมานานกว่า 20 ปี โดยมีอัตราการจ่ายปันผลจริงเฉลี่ย 75%–85% ของกำไรสุทธิ สำหรับงวด 1H2026 บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้วจำนวน 0.16 บาท/หุ้น เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 และคาดการณ์เงินปันผลทั้งปี 2569 ที่ 0.38–0.40 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ราว 5.71%–6.02% (Settrade)
เปรียบเทียบเพื่อน (Peer Comparison)
การประเมินมูลค่าเปรียบเทียบในกลุ่มค้าปลีก Modern Trade และ Home Improvement — ข้อมูล ณ 5 ต.ค. 2026
เปรียบเทียบมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) และ P/E Ratio ของหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (ณ 5 ต.ค. 2026)
เปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงินของ HMPRO และคู่แข่งในกลุ่ม — แหล่งข้อมูล: SET Factsheet Oct 2026| หลักทรัพย์ | ราคา (บาท) | Market Cap (ลบ.) | P/E (เท่า) | P/BV (เท่า) | Div Yield (%) | Gross Margin (%) | Net Margin (%) | ROE (%) |
|---|
| HMPRO (โฮมโปร) | ฿6.65 | 87,455 | 14.52x | 3.31x | 5.71% | 27.45% | 8.84% | 23.25% |
| GLOBAL (สยามโกลบอลเฮ้าส์) | ฿6.30 | 37,250 | 14.44x | 1.58x | 3.42% | 24.80% | 7.55% | 11.45% |
| DOHOME (ดูโฮม) | ฿3.72 | 13,090 | 17.34x | 1.05x | 1.35% | 16.50% | 2.35% | 6.20% |
| CRC (เซ็นทรัล รีเทล) | ฿29.50 | 177,910 | 20.30x | 2.65x | 2.54% | 27.80% | 3.45% | 13.80% |
| CPALL (ซีพี ออลล์) | ฿43.00 | 386,270 | 12.80x | 2.92x | 3.45% | 22.20% | 3.15% | 24.10% |
มุมมองอนาคต (Outlook)
ตัวขับเคลื่อนการเติบโต แผนงานเชิงรุก และหมุดหมายสำคัญในปี 2569–2571 — ข้อมูล ณ ต.ค. 2026
อานิสงส์ซ่อมแซมบ้านหลังอุทกภัย (Post-Flood Reconstruction) ผลักดันยอดขาย 2H2026
เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบนในช่วงสิงหาคม-กันยายน 2569 จะกลายเป็นแรงส่งบวกสำคัญต่องวด 4Q26 และต่อเนื่องถึง 1Q27 จากความต้องการเร่งด่วนในการซ่อมแซมบ้าน ซื้อสีทาบ้าน กระเบื้อง ประตู สุขภัณฑ์ สายไฟ ปั๊มน้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหาย โดย HMPRO มีสาขาครอบคลุมพื้นที่ประสบภัยและเตรียมสต็อกสินค้าพร้อมแคมเปญช่วยเหลือผู้ประสบภัยครบครัน (IAA Consensus)
การขยายโมเดล Hybrid Store เร่งประสิทธิภาพเงินลงทุน Capex
บริษัทตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่อีก 6–8 สาขาต่อปี โดยเน้นย้ำโมเดล Hybrid Store (HomePro + Mega Home ในทำเลเดียวกัน) ซึ่งช่วยลด Capex ต่อสาขาลงได้ราว 15–20% เนื่องจากใช้โครงสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน และสร้างระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นจาก 5–7 ปี เหลือเพียง 4–5 ปี พร้อมตั้งเป้าขยายสาขารวมแตะ 150 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2571 (Investor Presentation)
ปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors)
6 มิติความเสี่ยงสำคัญต่อการดำเนินงาน ตัวชี้วัดที่ต้องติดตาม และแนวทางบริหารความเสี่ยง
ตารางวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง การประเมินผลกระทบ และแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงของ HMPRO| มิติความเสี่ยง | ระดับผลกระทบ | สัญญาณเตือน / Trigger ที่ต้องจับตา | แนวทางบริหารจัดการของบริษัท |
|---|
| 1. หนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อผู้บริโภค | สูง | หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของ ธปท. เกิน 90%, SSSG รายไตรมาสติดลบเกิน -5% | เน้นขายสินค้าจำเป็นและซ่อมแซม ขยายแคมเปญผ่อนชำระ 0% ร่วมกับบัตรเครดิตพันธมิตร |
| 2. การชะลอตัวของอสังหาริมทรัพย์ | ปานกลาง-สูง | อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านเกิน 45%, ยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ชะลอตัว | มุ่งเน้นตลาดบ้านมือสองและการรีโนเวทบ้านเก่า (Renovation) ซึ่งมีความต้องการสม่ำเสมอกว่าบ้านสร้างใหม่ |
| 3. การแข่งขันจาก Modern Trade & Online | ปานกลาง-สูง | คู่แข่งเปิดสาขาชนกันในรัศมี 10 กม., สงครามราคาตัดมาร์จิ้น | ชูจุดแข็งบริการช่างติดตั้ง Home Service และขยายสินค้า Private Brand ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว |
| 4. การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Risk) | ปานกลาง | Days Sales of Inventory (DSI) พุ่งเกิน 110 วัน | ใช้ระบบ AI Forecast ทำนายดีมานด์ และระบบ Cross-Docking กระจายสินค้าอัตโนมัติจาก DC วังน้อย |
| 5. ดอกเบี้ยและเลเวอเรจทางการเงิน | ต่ำ-ปานกลาง | ต้นทุนการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เกิน 3.5%, Net IBD/Equity พุ่งเกิน 1.2x | ออกหุ้นกู้ระยะยาวล็อกดอกเบี้ยคงที่ พร้อมใช้กระแสเงินสดดำเนินงานปีละหมื่นล้านบาทรองรับการไถ่ถอน |
| 6. สภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ | ปานกลาง | ปริมาณน้ำฝนสูงผิดปกติ สาขาต้องปิดให้บริการชั่วคราว | ทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินและธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption) ครอบคลุม 100% ทุกสาขา |
SWOT Analysis
จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคเชิงกลยุทธ์ของ โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) — ข้อมูล ณ ต.ค. 2026
STRENGTHS (จุดแข็ง)
- แบรนด์อันดับ 1 และสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ: เครือข่ายร้านค้า 134 สาขา ครอบคลุมทำเลทองในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
- พอร์ตโฟลิโอ Private Brand แข็งแกร่ง: มีมากกว่า 36 แบรนด์ สัดส่วน 21.5% สร้าง Gross Margin สูงถึง 35–40% หนุนกำไรโดดเด่น
- Moat จากบริการ Home Service ครบวงจร: ทีมช่างมืออาชีพที่ผ่านการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน พร้อมแอปพลิเคชันจองคิว 24 ชั่วโมง
- ฐานะการเงินแข็งแกร่งระดับ AA-: Net IBD/Equity เพียง 0.82x และมีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอปีละกว่า 3,000 ล้านบาท
WEAKNESSES (จุดอ่อน)
- สัดส่วนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสูง: สัดส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 40–50% มี Gross Margin ต่ำกว่าสินค้าตกแต่งบ้าน
- สาขาต่างประเทศยังไม่สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ: สาขาในมาเลเซีย 8 แห่ง มีสัดส่วนรายได้ 3% ยังต้องใช้เวลาสร้างการประหยัดต่อขนาด
- การพึ่งพากำลังซื้อในเขต กทม. และปริมณฑล: สัดส่วนยอดขายกว่า 60% มาจาก กทม. ซึ่งมีการแข่งขันและค่าเช่าพื้นที่สูง
- ระยะเวลาคืนทุนของสาขาขนาดใหญ่: การเปิดสาขาขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุน 300–500 ล้านบาท/สาขา ใช้เวลาคืนทุน 5–7 ปี
OPPORTUNITIES (โอกาส)
- ดีมานด์ฟื้นฟูและซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม: ภัยน้ำท่วมปลายปี 2569 สร้างความต้องการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า กระเบื้อง สุขภัณฑ์ และสีทาบ้านระลอกใหญ่
- การเร่งขยายสาขาโมเดล Hybrid Store: การควบรวม HomePro + MegaHome ช่วยเจาะฐานลูกค้าช่างและผู้รับเหมา B2B เพิ่มยอดขายต่อทำเล
- เมกะเทรนด์ Green Home & Solar Rooftop: การรุกบริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เครื่องชาร์จ EV Charger และบ้านประหยัดพลังงานเปิด New S-Curve
- ขยายสัดส่วน Private Brand สู่ 25%+: หากบรรลุเป้าหมายภายในปี 2570 จะเพิ่ม Gross Margin รวมของบริษัทได้อีก 40–60 bps
THREATS (อุปสรรค)
- ปัญหาหนี้ครัวเรือนฉุดกำลังซื้อสินค้าคงทน: หนี้ครัวเรือนที่สูงเกิน 90% ของ GDP ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจปรับปรุงบ้านหรือซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย
- การแข่งขันตัดราคาจากคู่แข่ง Modern Trade: ไทวัสดุ, GLOBAL และ DOHOME เร่งขยายสาขาปักหมุดประชิดทำเลของโฮมโปรต่อเนื่อง
- การรุกคืบของสินค้าตกแต่งบ้านราคาถูกจากจีน: สินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ข้ามพรมแดนที่ไม่มีต้นทุนหน้าร้าน
- ความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างและค่าพลังงาน: ราคาเหล็ก ปูนซีเมนต์ และค่าไฟฟ้าสาขาอาจกระทบต่อต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
มุมมองนักลงทุน (Investor View)
แบบจำลองราคาเป้าหมาย การวิเคราะห์ปัจจัยเร่ง และรายการตรวจสอบสำหรับนักลงทุน — ข้อมูล ณ 5 ต.ค. 2026
สรุปมุมมองการลงทุน: แนะนำ 'ซื้อ' (BUY) — Valuation อยู่ในโซน Value Play ปันผลสูง 5.71% กำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
เราประเมินว่า HMPRO เป็นหุ้นค้าปลีกคุณภาพสูงที่มีเกราะป้องกันธุรกิจแข็งแกร่ง (Strong Moat) จากแบรนด์ บริการช่าง Home Service และการเพิ่มสัดส่วน Private Brand ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเด่นแตะ 27.73% และกำไรสุทธิฟื้นตัว +14.0% YoY สะท้อนว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันที่ ฿6.65 ซื้อขายที่ P/E เพียง 14.52 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (18.5x–22.0x) พร้อมให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 5.71% ต่อปี จึงเป็นโอกาสสะสมหุ้นชั้นดีในราคาที่มีส่วนลดสูง
Bull Case — ฿9.00 (+35.3%)
- SSSG พลิกบวกแข็งแกร่ง +4.0% ถึง +5.5% จากการกระตุ้นเศรษฐกิจและดีมานด์ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม
- GPM ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 28.5% จากสัดส่วน Private Brand ที่เพิ่มขึ้นแตะ 24.0%
- กำไรสุทธิปี 2569 พุ่งทะลุ 6,600 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่
- อ้างอิงราคาเป้าหมายสูงสุดจาก บล.หยวนต้า (฿9.20) (Settrade)
Base Case (เป้าหมายหลัก) — ฿7.60 (+14.3%)
- รายได้รวมเติบโตตามเป้าหมาย 2–4% และกำไรสุทธิปี 2569 ฟื้นตัวสู่ระดับ 6,200 ล้านบาท
- GPM รักษาเสถียรภาพระดับ 27.5% และ Net IBD/Equity ทรงตัวต่ำกว่า 0.85x
- จ่ายเงินปันผลทั้งปี ฿0.38–฿0.40 ต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ~5.7%–6.0%
- อ้างอิงค่าเฉลี่ย Consensus จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ที่ ฿7.59–฿7.61 (Settrade)
Bear Case — ฿6.00 (-9.8%)
- กำลังซื้อฐานรากยังคงซบเซาและหนี้ครัวเรือนกดดันต่อเนื่อง ฉุด SSSG ติดลบ -3% ถึง -5%
- กำไรสุทธิปี 2569 ชะลอตัวลงเหลือประมาณ 5,500 ล้านบาท
- เงินปันผลลดลงเหลือ ฿0.35 ต่อหุ้น (Dividend Yield ยังคงอยู่ในระดับ 5.8%)
- อ้างอิงสมมติฐาน P/E Multiple หดตัวเหลือ 13.0x (Settrade)
มุมมองและราคาเป้าหมายจากโบรกเกอร์ชั้นนำ (Broker Consensus)
- บล.หยวนต้า (Yuanta): แนะนำ “ซื้อ” (BUY) — ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท
- บล.เคจีไอ (KGI): แนะนำ “ซื้อ” (BUY) — ราคาเป้าหมาย 8.40 บาท
- บล.อินโนเวสท์เอกซ์ (InnovestX): แนะนำ “OUTPERFORM” — ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSSIA): แนะนำ “ซื้อ” (BUY) — ราคาเป้าหมาย 7.70 บาท
- บล.กสิกรไทย (KS): แนะนำ “ซื้อ” (BUY) — ราคาเป้าหมาย 7.30 บาท
- ค่าเฉลี่ย IAA Consensus: ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 7.59 – 7.61 บาท จาก 15 บริษัทหลักทรัพย์ (Settrade)
Checklist 5 ข้อสำหรับติดตามผลการดำเนินงาน (Monitoring Checklist)