บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (SET: CKP / CKP.BK) คือบริษัทแกนนำ (Flagship Company) ด้านการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในกลุ่ม ช.การช่าง (ถือหุ้นรวมกันกว่า 71.8% ร่วมกับ TTW และ BEM) มีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์ที่หาได้ยากยิ่งในภูมิภาคอาเซียน ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งรวมจากพลังงานสะอาด (Clean Energy) สูงถึง 93% โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ใน สปป.ลาว ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (XPCL) กำลังการผลิต 1,285 MW และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (NN2) กำลังการผลิต 615 MW ที่ผลิตไฟฟ้าป้อนให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) 25–29 ปี โดยรับรู้รายได้เป็นสกุลเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง (LPCL) ขนาด 1,460 MW ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีความคืบหน้าตามแผน มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2573
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อบริษัท (ไทย) | บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) |
| ชื่อบริษัท (อังกฤษ) | CK Power Public Company Limited |
| สัญลักษณ์หลักทรัพย์ | CKP (กระดานหลัก SET), CKP-F (กระดานต่างประเทศ) |
| กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ | ทรัพยากร (Resources) / พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) |
| วันที่เข้าจดทะเบียนใน SET | 18 กรกฎาคม 2556 |
| ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ | เลขที่ 587 อาคารวิริยะถาวร ชั้น 19 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400 |
| โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ | 1. บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (30.00%), 2. บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (24.98%), 3. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (16.82%) รวมกลุ่มพันธมิตร 71.8% |
| อันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ | อันดับเครดิต “A-” แนวโน้ม Stable (คงที่) จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating ยืนยันเมื่อ 31 มี.ค. 2569) |
| นโยบายการจ่ายเงินปันผล | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองตามกฎหมาย |
| การประเมินด้านความยั่งยืน (ESG) | ได้รับผลการประเมิน SET ESG Ratings ระดับสูงสุด “AAA” สะท้อนความโปร่งใสและการเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม |
บมจ. ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด คิดเป็นสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งถึง 93% แบ่งเป็น 3 สายธุรกิจหลัก:
ถือเป็นธุรกิจหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลกำไรและกระแสเงินสดระยะยาวของบริษัท ดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วมใน สปป.ลาว:
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (XPCL): โรงไฟฟ้าพลังน้ำประเภทฝายน้ำล้นชนิดน้ำไหลผ่าน (Run-of-River) บนแม่น้ำโขง แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว กำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 MW (CKP ถือหุ้นทางอ้อม 42.5% คิดเป็น Equity Capacity 546.1 MW) จำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. 1,220 MW และรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL) 60 MW ภายใต้สัญญา PPA 29 ปี ได้รับการยอมรับในฐานะโรงไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบทางปลาผ่านและช่องระบายตะกอนระดับโลก
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (NN2): โรงไฟฟ้าพลังน้ำชนิดมีอ่างเก็บน้ำ (Storage Reservoir) ใน สปป.ลาว กำลังการผลิตติดตั้ง 615 MW (CKP ถือหุ้นผ่าน SEAN 61.4% คิดเป็น Equity Capacity 282.9 MW) จำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ภายใต้สัญญา PPA 25 ปี มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในระบบได้ทันที
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง (LPCL - อยู่ระหว่างก่อสร้าง): โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Run-of-River ขนาด 1,460 MW บนแม่น้ำโขง (CKP ถือหุ้น 50.0% คิดเป็น Equity Capacity 730.0 MW) สัญญา PPA กับ กฟผ. ระยะเวลา 35 ปี มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2573
ดำเนินงานผ่าน บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) (CKP ถือหุ้น 65.0% คิดเป็น Equity Capacity 154.7 MW) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก:
ดำเนินงานผ่าน บริษัท บางเขนชัย จำกัด (BKC) (CKP ถือหุ้น 100% คิดเป็น Equity Capacity 29.3 MW) ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) รวมถึงระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่อื่นๆ มีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. (สัญญา Non-Firm) และลูกค้าภาคเอกชน
ในปี 2568 บริษัทมีผลประกอบการที่โดดเด่นอย่างยิ่ง โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่สูงถึง ฿2,782 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 107% YoY จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าไซยะบุรีและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 (1H2026) บริษัทมีรายได้รวม ฿4,326 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ ฿278.5 ล้านบาท (Core Net Profit ฿326.1 ล้านบาท) แม้จะชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนน้ำงึม 2 ลดลง และการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BIC แต่ได้รับการชดเชยอย่างดีเยี่ยมจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าไซยะบุรีที่เพิ่มขึ้นถึง 134% YoY
| รายการทางการเงิน | FY2023 | FY2024 | FY2025 | 1H2025 | 1H2026 | TTM (มิ.ย. 26) |
|---|---|---|---|---|---|---|
| รายได้รวม (Total Revenue) | 10,941 | 10,789 | 10,638 | 4,803 | 4,326 | 10,161 |
| EBITDA จากการดำเนินงาน | 5,141 | 5,554 | 7,123 | 2,850 | 2,084 | 6,357 |
| กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ | 1,462 | 1,345 | 2,782 | 1,010 | 278 | 2,050 |
| กำไรปกติจากการดำเนินงาน (Core Profit) | 1,420 | 1,380 | 2,650 | 416 | 326 | 2,560 |
| กำไรต่อหุ้น (EPS - บาท) | 0.180 | 0.165 | 0.342 | 0.124 | 0.034 | 0.252 |
| อัตรากำไร EBITDA (EBITDA Margin %) | 46.99% | 51.48% | 66.96% | 59.34% | 48.17% | 62.56% |
| อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin %) | 13.36% | 12.47% | 26.15% | 21.03% | 6.43% | 20.17% |
ฐานะการเงินของ CKP มีความมั่นคงสูง สินทรัพย์รวมเติบโตแตะ ฿77,057 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สินทรัพย์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยที่ดิน อาคารและอุปกรณ์โรงไฟฟ้า สิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และเงินลงทุนในบริษัทร่วม (XPCL และ LPCL) ในขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ ฿34,711 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ ฿42,346 ล้านบาท โดยสมการทางบัญชี สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น ถูกต้องครบถ้วน 100%
| รายการ (ล้านบาท) | 31 ธ.ค. 2023 | 31 ธ.ค. 2024 | 31 ธ.ค. 2025 | 30 มิ.ย. 2026 |
|---|---|---|---|---|
| สินทรัพย์หมุนเวียน | 9,842 | 10,215 | 11,430 | 10,854 |
| สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (โรงไฟฟ้าและเงินลงทุน) | 58,923 | 62,050 | 65,388 | 66,203 |
| สินทรัพย์รวม (Total Assets) | 68,765 | 72,265 | 76,818 | 77,057 |
| หนี้สินหมุนเวียน | 4,120 | 4,350 | 4,890 | 5,230 |
| หนี้สินไม่หมุนเวียน (หุ้นกู้และเงินกู้ระยะยาว) | 25,727 | 27,782 | 28,850 | 29,481 |
| หนี้สินรวม (Total Liabilities) | 29,847 | 32,132 | 33,740 | 34,711 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ | 26,450 | 27,820 | 29,880 | 29,750 |
| ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม (NCI) | 12,468 | 12,313 | 13,198 | 12,596 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (Total Equity) | 38,918 | 40,133 | 43,078 | 42,346 |
| หนี้สินรวม + ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม | 68,765 | 72,265 | 76,818 | 77,057 |
| ตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชี (Assets - (Liab+Eq)) | 0 (ผ่าน) | 0 (ผ่าน) | 0 (ผ่าน) | 0 (ผ่าน) |
CKP มีโครงสร้างหนี้สินที่มีวินัยทางการเงินสูง โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ระยะยาวและเงินกู้ยืมโครงการที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่และมีกำหนดการชำระคืนชัดเจน ในเดือนเมษายน 2569 บริษัทประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่อย่างท่วมท้น
| ตัวชี้วัดทางการเงิน | FY2023 | FY2024 | FY2025 | 30 มิ.ย. 2026 | เกณฑ์กำหนด (Covenant) |
|---|---|---|---|---|---|
| หนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) | 0.77x | 0.80x | 0.78x | 0.82x | — |
| หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IB D/E) | 0.65x | 0.68x | 0.64x | 0.68x | ≤ 3.00x (ปลอดภัยสูง) |
| หนี้สินมีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net IB D/E) | 0.52x | 0.53x | 0.50x | 0.54x | — |
| ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) | 5.12x | 5.35x | 6.80x | 5.45x | ≥ 2.00x |
| อันดับเครดิตองค์กร (TRIS Rating) | A- (Stable) | A- (Stable) | A- (Stable) | A- (Stable) | Investment Grade |
แม้ในงบการเงินรวมของ CKP รายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น (BIC) จะคิดเป็นสัดส่วนรายได้หลักเนื่องจากการรวมงบการเงินแบบเต็มจำนวน (Consolidation) และการส่งผ่านต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติ แต่ในมิติของ การสร้างผลกำไรสุทธิและกระแสเงินสด โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (XPCL) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (NN2) เป็นผู้สร้างกำไรหลัก คิดเป็นสัดส่วนรวมกันกว่า 72% ของผลกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด
| ชื่อโรงไฟฟ้า / โครงการ | ประเภทพลังงาน | กำลังผลิตรวม (MW) | สัดส่วนถือหุ้น (%) | Equity Capacity (MW) | ผู้รับซื้อไฟฟ้า / สัญญา PPA |
|---|---|---|---|---|---|
| ไซยะบุรี (XPCL) | พลังน้ำ (Run-of-River) | 1,285.0 | 42.5% | 546.1 | กฟผ. 1,220 MW (29 ปี) / EDL 60 MW |
| น้ำงึม 2 (NN2) | พลังน้ำ (Reservoir) | 615.0 | 46.0% (SEAN 61.4%) | 282.9 | กฟผ. 615 MW (25 ปี) |
| บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น (BIC-1 & 2) | ก๊าซธรรมชาติ (Cogeneration) | 238.0 | 65.0% | 154.7 | กฟผ. 180 MW (25 ปี) + อุตสาหกรรม |
| บางเขนชัยและโซลาร์ (BKC) | แสงอาทิตย์ (Solar Farm & Roof) | 29.3 | 100.0% | 29.3 | กฟผ. + ลูกค้าเอกชน |
| หลวงพระบาง (LPCL - ก่อสร้าง) | พลังน้ำ (Run-of-River) | 1,460.0 | 50.0% | 730.0 | กฟผ. 1,460 MW (35 ปี) — COD 2573 |
| รวมกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการแล้ว | พลังงานสะอาด 93% | 2,167.3 | — | 1,003.0 | — |
| รวมกำลังการผลิตทั้งหมด (รวมหลวงพระบาง) | พลังงานสะอาด >95% | 3,627.3 | — | 1,733.0 | — |
CKP มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักสำรองตามกฎหมาย โดยบริษัทมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอและมีเสถียรภาพสูง สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตรา ฿0.088 ต่อหุ้น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ณ ราคาปัจจุบันที่ 3.64%
| รอบผลประกอบการ | เงินปันผลต่อหุ้น (บาท) | วันขึ้นเครื่องหมาย XD | วันจ่ายเงินปันผล | Dividend Yield (%) |
|---|---|---|---|---|
| FY2023 | 0.085 | 25 เม.ย. 2567 | 23 พ.ค. 2567 | 3.51% |
| FY2024 | 0.085 | 24 เม.ย. 2568 | 23 พ.ค. 2568 | 3.51% |
| FY2025 | 0.088 | 25 เม.ย. 2569 | 22 พ.ค. 2569 | 3.64% |
| FY2026E (ประมาณการ) | 0.088 | เม.ย. 2570 | พ.ค. 2570 | 3.64% |
เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย CKP มีจุดเด่นด้านการประเมินมูลค่า (Valuation) ที่ถูกที่สุดในกลุ่ม โดยมี P/E Ratio เพียง 8.27 เท่า และ P/BV เพียง 0.66 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีโครงสร้างการเงินที่ปลอดภัยและสัดส่วนพลังงานสะอาดที่สูงที่สุดแห่งหนึ่ง
| หลักทรัพย์ | ราคาหุ้น (บาท) | Market Cap (฿ ล้าน) | P/E Ratio (x) | P/BV Ratio (x) | Div Yield (%) | เครดิตเรทติ้ง |
|---|---|---|---|---|---|---|
| CKP | 2.42 | 19,673 | 8.27 | 0.66 | 3.64% | A- (Stable) |
| BCPG | 6.70 | 20,072 | 9.00 | 0.69 | 5.22% | A (Stable) |
| BGRIM | 19.30 | 50,313 | 20.86 | 1.48 | 2.05% | A (Stable) |
| EGCO | 109.50 | 57,643 | 11.20 | 0.49 | 6.00% | AA+ (Stable) |
| RATCH | 31.00 | 67,425 | 10.50 | 0.62 | 5.15% | AA+ (Stable) |
ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ CKP มีความชัดเจนในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2593 โดยมีปัจจัยหนุนเชิงบวก (Catalysts) ที่สำคัญดังนี้:
ความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง (1,460 MW): งานก่อสร้างมีความคืบหน้ารวดเร็วตามเป้าหมาย โดยงานโยธาหลักและระบบผันน้ำดำเนินการได้ตามกำหนดการ มีแผนจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2573 โครงการนี้จะสร้างรายได้และกระแสเงินสดประจำมหาศาลตลอดอายุสัญญา 35 ปี
การขยายพอร์ตพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับ BEM: CKP ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือกับ บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าตรง (Direct Power) ช่วยลดต้นทุนพลังงานของระบบขนส่งมวลชนและเพิ่มรายได้ให้แก่ CKP
วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง: แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารกลางสหรัฐฯ จะส่งผลบวกโดยตรงต่อโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ XPCL ซึ่งมีเงินกู้ยืมโครงการระยะยาว จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยจ่ายและเพิ่มส่วนแบ่งกำไรสุทธิกลับมายัง CKP อย่างมีนัยสำคัญ
ความต้องการพลังงานสะอาดและใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC): การเติบโตของการลงทุน Hyperscale Data Center ในประเทศไทย ผลักดันความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดสีเขียว (Green Electricity) และสัญญาซื้อขายไฟตรงแบบ Utility Green Tariff (UGT) ซึ่ง CKP มีความพร้อมสูงสุดในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่
การลงทุนในหุ้น CKP มีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตามและประเมินอย่างใกล้ชิด ดังนี้:
ความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำ (Hydrological Risk): ปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำโขงและน้ำในอ่างเก็บน้ำขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติและปริมาณฝน หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรง อาจทำให้การผลิตไฟฟ้าลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทได้นำระบบคาดการณ์ปริมาณน้ำอัจฉริยะ (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) มาใช้เพื่อวางแผนการเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย: โรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวสูงขึ้นจะกดดันกำไรของโครงการร่วมทุน โดยเฉพาะ XPCL บริษัทจึงมีนโยบายออกหุ้นกู้ระยะยาวอัตราดอกเบี้ยคงที่ และทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) เพื่อลดผลกระทบ
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: รายได้และต้นทุนบางส่วนของโครงการใน สปป.ลาว อ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ บริษัทจึงใช้กลยุทธ์ Natural Hedge โดยจับคู่รายรับสกุลเงินดอลลาร์ให้สอดคล้องกับภาระการชำระหนี้เงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อลดความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ: สำหรับโรงไฟฟ้า BIC ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง แม้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. จะมีกลไกส่งผ่านต้นทุนค่าก๊าซ (Fuel Pass-through) แต่ยอดขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบหากค่า Ft ปรับขึ้นช้ากว่าต้นทุนก๊าซจริง
ความเสี่ยงจากงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่: โครงการหลวงพระบางอาจเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศหรือความล่าช้าของห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ผู้รับเหมาหลักคือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิศวกรรมพลังน้ำระดับภูมิภาคที่มีประวัติส่งมอบงานได้ตามกำหนดการ
ในมุมมองของการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว หุ้น CKP จัดเป็นหนึ่งในหุ้นคุณค่าเชิงรับ (Defensive Value Play) ที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มสาธารณูปโภค ด้วยระดับราคาปัจจุบัน ฿2.42 บาท ซึ่งซื้อขายบน Forward P/E เพียง 8.27 เท่า และ P/BV 0.66 เท่า (ส่วนลดจากมูลค่าทางบัญชีถึง 34%) ในขณะที่บริษัทมีสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังน้ำคุณภาพสูงที่มีอายุสัญญาระยะยาวและมีความมั่นคงของกระแสเงินสด
| สถาบันวิจัย / บล. | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | Upside จากราคาปัจจุบัน (฿2.42) |
|---|---|---|---|
| บล. บัวหลวง (Bualuang) | ซื้อ (Buy) | 3.50 | +44.6% |
| บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) | Outperform | 3.30 | +36.4% |
| บล. หยวนต้า (Yuanta) | ซื้อ (Buy) | 3.30 | +36.4% |
| บล. เคจีไอ (KGI) | Outperform | 3.10 | +28.1% |
| บล. ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) | ซื้อ (Buy) | 3.10 | +28.1% |
| IAA Consensus เฉลี่ย | ซื้อ (Buy) | 3.20 | +32.2% |