Generative AI คืออะไร
Generative AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างเนื้อหาใหม่ได้ เช่น ตอบคำถาม เขียนบทความ สร้างภาพ หรือเขียนโปรแกรม ตัวที่รู้จักกันมากคือ LLM (Large Language Model) หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งเรียนรู้จากข้อความจำนวนมหาศาลจนเดาคำถัดไปได้อย่างแม่นยำ
ต้นทุน AI มีสองช่วง ช่วงแรกคือการเทรนโมเดล (Training) ซึ่งใช้ชิปจำนวนมหาศาลและเงินก้อนใหญ่ ช่วงที่สองคือการใช้งานจริง (Inference) ซึ่งการตอบคำถามผู้ใช้แต่ละครั้งมีต้นทุนค่าชิปและค่าไฟ ยิ่งผู้ใช้มากต้นทุนรายวันก็ยิ่งสูง
ในรายงานหุ้น Generative AI เป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการชิป ศูนย์ข้อมูล และไฟฟ้า แต่คำถามสำคัญคือบริษัทที่ลงทุน AI จะหารายได้กลับมาคุ้มกับเงินที่ลงไปได้หรือไม่ และเร็วแค่ไหน
ผู้ได้ประโยชน์ในห่วงโซ่
- ผู้ขายอุปกรณ์ เช่น ชิป หน่วยความจำ เซิร์ฟเวอร์ และไฟฟ้า ได้ประโยชน์ก่อน เพราะได้เงินทันทีที่มีการลงทุน
- ผู้ลงทุน AI ต้องรอให้ผู้ใช้ยอมจ่ายเงินก่อน
- ช่วงแรกการลงทุนเน้นเทรนโมเดล ต่อมาเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น สัดส่วนการใช้ชิปจะย้ายไปที่ Inference ซึ่งเป็นความต้องการต่อเนื่องตามจำนวนผู้ใช้
ความคุ้มค่าของเงินลงทุน AI
- ต้นทุน AI ต่อปีหลัก ๆ คือค่าเสื่อมราคาชิปและเซิร์ฟเวอร์ บวกค่าไฟและค่าดำเนินงาน ถ้าผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้ฟรี เงินลงทุน AI จะกดกำไรแทนที่จะเพิ่มกำไร
- ถ้ารายได้ AI โตเร็วกว่าค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น แปลว่าการลงทุนเริ่มคุ้ม
- ชิป AI ตกรุ่นเร็ว ถ้าบริษัทตั้งอายุการใช้งานยาวเกินจริง ค่าเสื่อมราคาจะต่ำกว่าที่ควร ทำให้กำไรดูดีเกินจริง
- ต้นทุนการใช้ AI ต่อครั้งลดลงเร็วเมื่อเทคโนโลยีพัฒนา ราคาขายบริการ AI ก็มีแนวโน้มลดลงตาม รายได้ต่อผู้ใช้จึงอาจไม่สูงอย่างที่คาด
- บริษัทจำนวนมากใส่คำว่า AI ในแผนธุรกิจเพื่อดึงความสนใจ สิ่งที่บอกได้จริงคือรายได้จาก AI ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คำประกาศ